เรื่องหินมีค่า

1) หินที่มีลักษณะอย่างไรบ้างจึงเรียกว่าเป็นหินมีค่า

หินมีค่าทั้งหลายก็เป็นแร่เหมือนกัน แต่ที่ต่างกับแร่อย่างอื่นๆ ก็ตรงที่ว่าหินมีค่า คุณภาพของมันมีค่าสูงเป็นพิเศษ และคุณภาพที่หายาก และคุณลักษณะของแร่แบบนี้ ได้แก่
1.1) ความแข็งสูง
ตามตารางความแข็งของ Mohrs ทางแร่วิทยา พวกหินมีค่าทั้งหลายตามปกติ มีความแข็งไม่ต่ำกว่าหก

1.2) ความสวยงามของสี
สีของหินมีค่าทั้งหลาย ต่างกับหินอื่นๆ ตรงที่ว่า สีนั้นมักใส และความใสของสีนี้เท่ากับสร้างความลึกให้กับหินมีค่าด้วย ยกตัวอย่างเช่น ทับทิม ไพลิน และมรกต

1.3) ความ (มัน) วาว
ความวาว คือ คุณสมบัติของแร่ที่สะท้อนเอาแสงที่ส่องตัวเองนั้นออกไป ซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับการหักเหของแสงที่ส่องลงมาบนแร่นั้นด้วย และขึ้นอยู่กับชนิดารเชื่อมโยงกันทางเคมีอีก และเกือบจะได้ขึ้นอยู่กับสีของแร่เลย คือว่า ยิ่งมีมุมหักเหของแสงมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความวาวมากเท่านั้น นอกจากที่กล่าวนั้นแล้ว การมีความวาวมากหรือน้อยนั้น ยังขึ้นอยู่กับสิ่งอื่นๆ อีก เช่น ขึ้นอยู่กับสิ่งผสมอย่างอื่นที่มีอยู่ในแร่นั้น ขึ้นอยู่กับในแร่นั้นมีรอยแตกร้าวมาก และขึ้นอยู่กับสภาพของผิวแร่เอง ที่จะสะท้อนแสงออกไป
ที่ว่าความวาวขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงกันทางเคมีนั้น คือ เมื่อแสงตกลงบนสสาร
สสารจะดูดกลืนเอาแสงไว้ และหักเหลำแสงด้วย

1.4) การกระจายแสงออก
Dispersion มาจกคำว่า dspersio ซึ่งแปลว่า แผ่กระจายแสงออกไป คือ เป็นการเปลี่ยนแปลงการหักเหของแสง กับที่แสงนั้นมีความยาวคลื่นต่างๆ กัน การกระจายแสงออกนี้เกิดขึ้นเนื่องจากว่า การหักเหของแสงนั้นขึ้นอยู่กับความยาวคลื่นของแสง หรือความถี่ที่มันสั่น
สำหรับสสารที่โปร่งใสในสเปกครัม การหักเหของแสงมากขึ้น เมื่อมีความยาวของคลื่นน้อยลง ดังนั้นแสงพระอาทิตย์ที่มองเห็นก็มีรังสีต่างๆรวมอยู่ด้วยกัน เมื่อมันผ่านแร่ก็จะมีคุณสมบัติการกระจายแสงออกดังกล่าว เป็นคล้ายกับว่ามันแผ่กระจายออกไปหมดทุกสีเหมือนกับรุ้ง

1.5) มีการหักเหของแสงอย่างมาก
การหักเหของแสง หมายความว่า สำแสงเดิมของมันทีเดียวที่ผ่านผลึก หรือผ่านของโปร่งใส จะหักเบนไปจากแนวเดิม
การหักเหของแสงนั้น ขึ้นอยู่กับสภาพของผิว และกับโครงสรางผลึกของพวกสสารตางๆ นั้น คือ ขึ้นอยู่กับการเรียงตัวอยู่ของพวกอะตอมของสสารนั้นๆ
ยกตัวอย่าง เช่น graphite และ diamond ต่างก็ประกอบด้วยธาตุอย่างเดียวกัน คือ คาร์บอน แต่เนื่องจากว่า การเรียงตัวอยู่ของพวกอะตอมของคาร์บอน ในผลึกของมันนั้น ไม่เหมืนกัน และคุณสมบัติทางฟิสิคส์และเคมีของแร่ทั้งสองที่กล่าวนี้ ก็ต่างกันด้วย คือ เพชรขาวไม่มีสี, ใส, และแข็ง แต่ graphite นั้นอ่อน, ไม่ใส และเป็นสีดำ
ลำแสงขนานที่ส่องลงบนแร่ ก็แยกออกจากกันเอง ไปในทิศทางต่างๆเท่าที่จะไปได้ แต่ถ้าหากว่าแร่นั้นมีคุณสมบัติการกระจายแสงออกด้วยแล้วเราก็จะเห็นเป็นสีที่สวยงามมากทีเดียว ซึ่งแร่ที่มีคุณสมบัติอย่างว่านี้ ได้แก่ เพชร, percious opal และแร่อื่นๆ อีกบางอย่าง

1.6) ความใส
คือ สสารที่ยอมปล่อยให้แสงผ่านได้ความใสที่ว่านี้มีได้ทั้งในแร่ขาวไม่มีสี และแร่ที่มีสี หินมีค่าทั้งหลายนั้นก็มีความใน มากน้อยต่างๆ กัน
การที่มีความใสอยู่ในหิดมีค่าประเภทที่ว่านี้ ทำให้มองเห็นไปว่ามันมีความลึกและคิดไปเองว่มีแสงสว่างอยู่ภายในหินนั้น

1.7) ความทนต่อปฎิกิริยาทางเคมี
คุณสมบัติอันนี้ เป็นสัญญลักษณ์ของหินมีค่าทั้งหลายทีเดียว คือหินมีค่าส่วนมากอยู่ได้นับเป็นร้อยๆ ปี ไม่หวั่นไหวต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแต่อย่างใด มีความเฉื่อยชาและไม่รู้สึกสะทกสะท้านต่ออากาศ ต่อความชื้น แม้กระทั่งต่อสารปฎิกริยาทางเคมี

1.8) เหมาะในการที่จะเจียระในขัดหรือแต่ง
คุณสมบัติที่ว่านี้ สำคัญมาก เพราะการเจียระไนหรือขัดก็คือการเปิดเอาความสวยงามของหินอย่างแท้จริงออกมาให้เห็นได้หมด ทำให้เห็นลวดลาย, สี, ความวาว และคุณสมบัติอื่นๆ ของหินได้อย่างชัดเจน

ดังนั้น จะเห็นว่า หินมีค่าทั้งหลายมีคุณสมบัติต่างๆ กันมากมายเหลือเกิน

ถึงกระนั้น พวกคุณสมบัติต่างๆ ที่กล่าวมานั้น ก็ยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะบอกได้ว่าหินที่เข้าลักษณะเป็นหินมีค่าไปเสียหมด ความที่มันมีอยู่ในธรรมชาติน้อยมาก ยากต่อการค้นหา ค่าใช้จ่ายที่จะขุดขึ้นมาดังกล่าวสูง และค่าเจียระไนแพงมาก สิ่งเหล่านี้ ก็จัดว่าเป็นคุณค่าของหินมีค่าด้วย

ตาม classification หินมีค่า ของ acadamician A.E. Fersman และนักปราชญ์ชาวเยอรมัน M. Bauer มีแร่อยู่ประมาณ 60 อย่างด้วยกัน (ดู classification) นอกจาก classification ดังกล่าวแล้ว ยังมีอีกแบบหนึ่ง ซึ่งแบ่งออกเป็นสาม class

Classification หินมีค่า และหินสี
A.E. Fersman และ M. Bauer แบ่งหินมีค่า และหินสีออกเป็นสาม group ด้วยกัน ดังนี้

A. Precious stones - gems
B. Industrial stones - coloured stones
C. Precious stones - Organogeous

และแต่ละ group ที่กล่าวนี้ ตามค่าของหินก็ยังแบ่งย่อยอกเป็น order ต่างๆ อีกดังนี้

A. Precious stones - gems
I. Order : diamond, ruby, sapphire, emerald, alexandrite, spinel, euclase, chrysoberyl
II. Order : topaz, aquamarine, beryl, red tourmaline, demantoid, blood amethyst, almandine, uvarovite, hyacinth, opal, zircon, phenacite
III. Order :
1). Garnet, cordierite, kyanite, epidote, dioptase, turquoise, variscite, brazillian emerald (green tourmaline), polychrom tourmaline
2). Rock crystal, smoky quartz, light amethyst, chalcedony, agate, carnelian, heriotrope, chrysoprase, prase, semi-opal
3). Sunstone, moonstone, labradorite, eleolite, sodalite, obsidian, sphene, benitoite, prehnite, andalusite, diopside, scapolite, thomsonite
4). Hematite, pyrite, cassiterite, rutile, gold quartz

B. Industrial stones - coloured stones
I. - Order : nephrite, lazurite, sodalite, amazonite, labradorite, rhodonite, lazulite, malachite, aventurine, quartzite, rock crystal, smoky quartz, agate and onyx, jasper, vesuvianite, rose quartz, graphic granite, glauconite
II.- Order : lepidolite, serpentine, agalmatolite, selenite, obsidian, marble onyx, datolite, fluorite, rock salt, graphite, lazurite, smithsonite, crocoite
III. - Order : gypsum, marble, porphyry, breccia, quartzite, & etc.

C. Precious stones - organogenous
Pearl, coral, amber, gagate

- 1st class -
Diamond Ruby Sapphire Alexandrite
Chrysoberyl Emerald Spinel Pearl
- 2nd class -
Topaz Aquamarine Beryl Rubellite
Demantoid Phenacite Amethyst Almandite
Pyrope Opal Turquoise Tourmaline
- 3rd class -
Rock Crystal Rauchtopaz Citrine Agate & Onyx
Carnelian Chrysoprase Moonstone Dioptase
Aventurine Heliotrope Sunstone Labradorite
Bloodstone Coral Amber Gagate


ใน classification ที่กล่าวนี้ เขาทั้งสองได้แบ่งคุณค่าออกเป็นสามประเภทด้วยกัน ประเภทแรกได้แก่ diamond, ruby, sapphire, emerald, alexandrite, precious spinel, euclase

หินมีค่าที่มีคุณค่าในทางหินประเภทเป็นพลอย ก็นำไปเจียระไน หลังจากนั้นก็เอาไปประกอบเป็นแหวน หรืออย่างอื่นๆ ที่ต้องการ เช่น เพชร ถ้าไม่เอาไปตัด ไปเจียระไน ก็จะไม่ดึงดูดความสนใจเหมือนกับที่เจียระไนแล้วเป็นต้น เพชระที่เอาไปตัดทำเป็นก้อนๆ แล้วเรียกว่า brilliant หินมีค่าที่มีความแข็งมากๆ นำเอาไปใช้ในทางเทคนิคได้มากมาย

หินมีค่าส่วนมากเป็นผลึก (monocrystal) คือประกอบด้วยแร่เดียวโดดๆ และเป็นผลึกก้อนเดียว

หินมีค่าอีก group หนึ่งที่พิเศษหน่อยก็คือ เป็นหินมีค่าจำพวก organic origin ซึ่งได้แก่ ไข่มุก, coral, อำพัน และ gagate