Custom Search

Patchra
19-08-2017 22:52
4922
Online: 4 user(s)
อเมทิสต์ กับ ควอทซ์สีสวย

อะเมทิสต์ กับ ควอทซ์สีสวย

เพื่อจะได้คุ้นเคย กับควอทซ์ให้มากกว่านี้ ก็ต้องแนะนำกันเสียก่อนว่าบรรดาพลอยทั้งหลายที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างอะเมทิสต์ ซิทริน คอร์นีเลียน อะเกต โอนิกซ์ คาลซิโดนี หินเหล็กไฟ และโอปอล ต่างก็เป็นควอทซ์ ด้วยกันทั้งนั้น

ควอทซ์เป็นชื่อของแร่ตระกูลหนึ่ง ที่มีส่วนประกอบทางเคมี เป็นสารซิลิคอนไดออกไซด์ ผลึกของมัน มักเกิดเป็น   กลุ่มก้อน มีความแข็งตามโมห์สเกลเท่ากับ 7 มีความวาวคล้ายเนื้อแก้วหรือน้ำมันฉาบ โปร่งใสถึงทึบแสง

มีแร่หลายชนิด ที่ถูกจัดอยู่ในตระกูลของควอทซ์นี้ โดยจัดเป็นกลุ่มๆ ตามลักษณะของผลึก พวกที่มีเนื้อหยาบ หรือมีผลึกขนาดใหญ่ จะจัดเข้าเป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนพวกที่มีเนื้อละเอียด หรือมีผลึกขนาดเล็ก ก็จะจัดเข้าด้วยกัน เป็นอีกกลุ่มหนึ่ง และที่ไม่มีรูปผลึก หรือโอปอลก็จะแยกออกเป็นอีกจำพวกหนึ่งต่างหาก

คำว่า "ควอทซ์" อาจได้มาจากคำในภาษาเยอรมันโบราณที่แปลเป็นไทยแล้วหมายถึง "ควอทซ์สีขาว" ก็ได้ ตามความเป็นจริงแล้ว ควอทซ์มีตั้งหลายสี แต่ที่ได้ชื่อว่า "ควอทซ์สีขาว" นั้นอาจเป็นไปได้ว่า มีการค้นพบ ควอทซ์สีขาวก่อนควอทซ์สีอื่นๆ

ไม่เพียงแต่มีสีสวยๆ เท่านั้น ควอทซ์ก็มีอยู่อย่างกระจัดกระจายคือ มีอยู่ในธรรมชาติมากเป็นอันดับสอง รองจากเฟลด์สปาร์ เรียกได้ว่าไม่มีวันหมดไปจากโลกนี้อย่างแน่นอน

ถ้าไม่นับโอปอลก็ถือได้ว่าอะเมทิสต์เป็นพลอยที่มีค่ามากที่สุด และเป็นที่คุ้นเคยมากที่สุดในบรรดาพลอยทั้งหมด ของตระกูลควอทซ์ เรียกได้ว่าเป็นตัวเอกของตระกูลเลยทีเดียว

อะเมทิสต์ (Amethyst)

เชื่อกันว่าอะมิทิสต์มีพลังอำนาจพิเศษอยู่หลายอย่าง เช่น นำโชคลาภมาให้ สร้างความมั่นคงให้ ช่วยปกป้องจากมนต์มืด และยังช่วยไม่ให้เป็นโรคคิดถึงบ้าน ยามอยู่ไกลอีกด้วย

คำว่า "อะเมทิสต์" ได้มาจากคำว่า "อะเมทิสโทส" ในภาษากรีกแปลเป็นไทยได้ว่า "ไม่เมา" เพราะในสมัยก่อนเชื่อกันว่า ใครที่ดื่มเหล้าจากถ้วยอะเมทิสต์ จะไม่มีอาการมึนเมา เป็นอันขาด ต่อให้ดื่มเช้าดื่มเย็นกี่ถ้วย ก็ไม่มีวันเมา พิษสุราจะไม่มีทางมากล้ำกรายได้

ที่เห็นอะเมทิสต์มีสีม่วง ก็เพราะมีธาตุเหล็กแทรกอยู่ และสีของมัน ก็มักปรากฏ เป็นแถบสี ตามปกติ อะเมิทิสต์จะมีสี อยู่ในช่วง ม่วงคราม ถึงม่วงแดง คล้ายเม็ดมะปราง แต่ก็อาจมี สีจางกว่านี้ บางเม็ด อาจมีสีจางมากจนได้ชื่อว่า "กุหลาบฝรั่งเศส" เลยทีเดียว ส่วนเม็ด ที่มีสีพื้นหลัง เป็นสีม่วง และเห็นสีแดง วูบวาบจะเรียกว่า "ไซบีเรียน" ชื่อของอะเมทิสต์ในปัจจุบัน มักระบุถึงสี มากกว่า ที่จะเป็นแหล่งพบ

ที่อุณหภูมิระหว่าง 470 - 750 องศาเซลเซียส อะเมสทิสต์จะเปลี่ยนสี จากม่วง เป็นเหลืองอ่อน น้ำตาลแดง เขียว และไม่มีสีได้ เป็นที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่า อะเมทิสต์บางเม็ด อาจมีสีจางลงได้ ในสภาพที่มีแสงแดด แต่ถ้าฉายแสงเอ็กซเรย์ มันจะเปลี่ยนสีกลับมามีสีเดิมได้

พวกมลทินต่างๆ และเส้นคลื่นที่ขนานกัน และขาดตอนเป็นช่วงๆ จะช่วยในการ วิเคราะห์ได้ว่า เป็นอะเมทิสต์จริง ส่วนของเลียนแบบ มักทำมาจากแก้ว โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในสมัยที่อะเมทิสต์ราคาแพง ของปลอมจะถูกผลิต ออกมาอย่างเกลื่อนกลาด


ในปัจจุบัน แม้ว่าราคาของอะเมทิสต์จะตกลงมามากแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีการผลิต ของปลอมกันอยู่มากพอควร ตามวิวัฒนาการของเทคโนโลยี และราคาของปลอม ก็มิได้ถูกกว่า ของจริงสักเท่าไร สาเหตุที่ทำให้ราคาของอะเมทิสต์ ตกต่ำลงอย่างมาก ก็เพราะมีการค้นพบเหมืองใหม่ ในบราซิล และอุรุกวัย ในช่วงของปลายศตวรรษที่ 19 นี้เอง

 
 
 


โดยปกติมักเจียระไน เป็นรูปไข่ และหยดน้ำ อาจเป็นมิกซ์คัท สเต็ปคัท หรืออื่นๆ ก็ได้ เช่นเดียวกับการเจียระไนพลอยชนิดอื่นๆ ถ้าหากมีสีที่ดี แต่มีมลทินมาก ก็มักเจียระไนเป็น ทรงหลังเต่า ที่มีน้ำหนัก 10 กะรัต หรือมากกว่า ก็หาได้ไม่ยาก โดยปกติจะแวววาว และสุกใส ฉะนั้น ก็มิน่าแปลกใจเลย ถ้าจะนำเอาก้อนอะเมทิสต์ ที่ยังไม่ได้เจียระไนมาทำเป็นเครื่องประดับ

เช่นเดียวกับควอทซ์ชนิดอื่นๆ จะพบอะเมทิสต์อยู่ทั่วไป เช่นที่ บราซิล อุรุกวัย สหรัฐอเมริกา มาดากัสการ์ โซเวียด อินเดีย ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ แซมเบีย และที่อื่นๆ

 


อะเมทิสต์ ควอทซ์ (Amethyst quartz)

อะเมทิสต์ ควอทซ์ ไม่เหมือนกับอะเมทิสต์ต่างกันตรงที่ อะเมทิสต์ ควอทซ์ จะมีเนื้อที่หยาบกว่าและอัดแน่นกว่า และมีชั้นหรือแถบของควอทซ์สีน้ำนมแทรกอยู่ มักเกิดอยู่รวมกับอะเมทิสต์

ส่วนใหญ่จะพบอยู่ที่ บราซิล มาลากัสซี แนมมีเบีย และสหรัฐอเมริกา ในสมัยก่อนพบมากที่เยอรมันและฝรั่งเศส โดยปกติมักเจียระไนเป็นลูกปัด เป็นทรงหลังเต่า หรืออาจทำเป็นวัตถุศิลป์

 


ผลึกควอทซ์ใส (Rock Crystal)

หรือที่เรียกว่า "รอค คริสตอล" ตามความเชื่อของชาวกรีกที่ว่า ความหนาวเย็นจัด จะทำให้น้ำแข็งจับตัวกัน เป็นผลึก ควอทซ์ใสได้ เพราะคำว่า "คริสตอล หรือ ผลึก" หมายถึงน้ำแข็งในภาษากรีก ผลึกควอทซ์หาได้ง่ายที่สุด ในบรรดาควอทซ์ทั้งหมด

ที่เรียกมันว่าผลึกควอทซ์ใสนั้น ก็เพราะมันไม่มีสีนั่นเอง จึงมักนิยมทำเป็นเพชรปลอม และเครื่องประดับประเภท คอสตูม อาจเจียระไน ได้เกือบทุกรูปทรง ทุกเหลี่ยม ยกเว้นเหลี่ยมเกสร เพราะขืนเจียระไนออกมา ก็ไม่วูบวาบพอ ที่จะทาบรัศมีกับเพชรได้ จึงมักนิยมนำมาแกะลาย ทำเป็นถ้วย เหยือกน้ำ และแจกันมากกว่า อย่างไรก็ตาม หากนำผลึกควอทซ์ใส มาฉายด้วยรังสีเอ็กซเรย์ หรือเรเดียม มันจะเปลี่ยนเป็นสีควันไฟได้

อันที่จริงผลึกควอทซ์ใส ที่มีมลทินแทรกอยู่ ก็ดูสวยงาม และแปลกตาดี เพราะผลึกควอทซ์ใส มีความสะอาดอยู่แล้ว ทำให้มองเห็นมลทินสีต่างๆ ได้ชัดเจน เสมือนเป็นลวดลายธรรมชาติ ที่ไม่ต้องอาศัยเทคนิคการตกแต่งใดๆ เป็นการเพิ่มเติม


ผลึกควอทซ์ใสที่มีมลทินรูไทต์ รูปเข็มสีน้ำตาลเหลือง ขนาดเล็ก และยาว หรือที่มีมลทินทัวร์มาลีน รูปปริซึมสีดำ จะทำผลึกควอทซ์ใส ดูสวยงาม และเตะตามากยิ่งขึ้น ยิ่งถ้ามลทินเหล่านี้ วางตัวขวางกันไปมา ก็ยิ่งดูสวยงาม และดูมีราคามากขึ้น

แก้ว อาจดูเหมือนผลึกควอทซ์ใสมาก แต่ก็สามารถแยกแยะออกจากกัน ได้ไม่ยาก โดยปกติแล้ว แก้วมักมีฟองอากาศแทรกอยู่ และแก้ว ก็อ่อนกว่าควอทซ์ด้วย (แก้วแข็งเท่ากับ 5 และควอทซ์เท่ากับ 7) การผลิตผลึกควอทซ์ใสสังเคราะห์ ส่วนใหญ่มักมีเป้าหมาย เพื่อเทคโนโลยี มากกว่าเพื่อการทำการค้า เนื่องจากผลึกควอทซ์ใส มีราคาถูกจึงไม่มีการผลิตของปลอม ออกมาขาย แต่ก็อาจเกิดการเข้าใจผิดได้ เช่น เครื่องแก้วยี่ห้อดังที่รู้จักกันดีในนาม "ลีด คริสตอล" นั้นเป็นแก้ว อย่าเข้าใจผิดคิดว่าเป็น "รอค คริสตอล" หรือผลึกควอทซ์ใส

 
 

ว่ากันตามตรงแล้ว ผลึกควอทซ์ใสมีราคาค่อนข้างต่ำ ราคาของมันจะขึ้นอยู่กับเทคนิคการเจียระไนมากกว่าตัวผลึกควอทซ์ใสเองเสียอีก ส่วนใหญ่จะเจียระไนเป็นวัตถุต่างๆ สำหรับนักสะสมและมือสมัครเล่นมากกว่า หาได้ง่าย มีแหล่งสำคัญอยู่ที่เทือกเขาแอลป์ในสวิตเซอร์แลนด์ บราซิล มาดากัสการ์ เวส์ ออสเตรเลีย พม่าตอนบน และแคนาดา

 


ควอทซ์สีน้ำนม (Milky quartz)

มีลักษณะขาวขุ่น คล้ายน้ำนม เพราะภายในเนื้อของควอทซ์ชนิดนี้ จะมีช่องว่าง และฟองอากาศอยู่ ก๊าซคาร์บอนออกไซด์ และน้ำจะเข้าไปแทรกตัว อยู่ในฟองอากาศ และช่องว่างดังกล่าว มีเนื้อสมานแน่น บางครั้งมีความวาว คล้ายเทียนไข โปร่งแสง ถึงทึบแสง

 
 
 

สารแร่ที่ควอทซ์ชนิดนี้ กำเนิดขึ้นมานั้น มักมีสีขาว และบ่อยครั้ง ที่มีทองปนอยู่ด้วย จึงมักนิยมนำมาเจียระไนเป็นพลอย ที่ไม่มีแต้มทองอยู่เลย มักนำไปทำวัตถุอื่นๆ ที่ไม่ใช่พลอย พบที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

 


ซิทริน หรือ ซิทริน ควอทซ์ (Citrine หรือ Citrine quartz)

คำว่า "ซิทริน" มาจากคำในภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่า "มะนาว" แต่ในความเป็นจริงแล้วซิทรินมิได้มีสีเหลืองอย่างผลมะนาวเอาเสียเลย มันจะมีสีอยู่ในช่วงเหลืองอ่อนจนถึงน้ำตาลมากกว่า และส่วนมากจะมีสีเหลืองจางๆ สีของมันอาจเหลืองเนื่องจากมีเหล็กเป็นมลทินบริสุทธิ์ หรืออาจออกเหลืองทึมๆ อาจมีสีน้ำผึงหรือเหลืองน้ำตาล และบางครั้งก็อาจมีแต้มสีน้ำตาลปนแดงด้วย และเช่นเดียวกับอะเมทิสต์ สีของซิทรินมักไม่ค่อยสม่ำเสมอ มักเห็นเป็นแถบสีแต่ก็ไม่ชัดเจน

ซิทรินมีความวาวคล้ายอะเมทิสต์ และตามปกติซิทรินที่เจียระไนแล้วจะมีเนื้อที่ใสสะอาด ปราศจากมลทิน ทั้งนี้เพราะในธรรมชาติจะมีซิทรินอยู่อย่างเหลือเฟือและเพียงพอที่จะคัดเอามาเฉพาะที่มีคุณภาพดีเยี่ยมเท่านั้นมาเจียระไน โดยอาจเจียระไนเป็นรูปทรงหรือเหลี่ยมแบบใดก็ได้ยกเว้นเหลี่ยมเกสร เพราะมันไม่วูบวาบพอ และที่มีขนาดตั้งแต่ 10 กะรัตขึ้นไปก็หาได้ไม่ยาก

สีของซิทรินจะคล้ายคลึงกับสีของโทปาซมากจนเกิดการเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นโทปาซ ถึงขนาดมีการตั้งชื่อให้กับมันเสียใหม่ว่า "โทปาซ ควอทซ์" ตามธรรมชาติแล้วโทปาซจะมีไม่มากเท่าซิทรินและคุณค่าของมันก็มีมากกว่าซิทรินอีกด้วย

ซิทรินอาจดูคล้ายพลอยอื่นๆ ที่มีสีคล้ายคลึงกันได้ อย่างไรก็ตามการวิเคราะห์ ซิทรินก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เช่น ซิทรินจะมีความถ่วงจำเพาะต่ำที่สุดในบรรดาพลอยสีเดียวกัน ยิ่งถ้าเปรียบกับโทปาซแล้วค่าความถ่วงจำเพาะของซิทรินจะต่ำกว่าโทปาซอยู่มาก และความวาวก็เป็นรองโทปาซอยู่มากเช่นเดียวกัน ข้อแตกต่างอีกประการหนึ่งก็คือ ซิทรินจะไม่มีแนวแตกเรียบเหมือนอย่างโทปาซ หรือถ้าจะเปรียบเทียบกับบุษราคัมแล้ว ความวาวของซิทรินก็ยังตกเป็นรองของบุษราคมอยู่มากเช่นกัน

เป็นที่น่าสังเกตอยู่อย่างหนึ่งว่าอะมิทิสต์ที่นำมาหุงจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลเข้มของซิทรินได้ คุณสมบัติของมันค่อนข้างต่ำและแน่นอนที่สุดคุณค่าของมันก็ต่ำกว่าอะเมทิสต์ด้วย เท่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีการผลิตซิทรินปลอมเพื่อเป้าหมายทางการค้าเลย ส่วนใหญ่แล้วจะผลิตใช้เพื่อการอุตสาหกรรมมากกว่า และแหล่งสำคัญที่สุดของ ซิทรินคือ บราซิล แต่ก็อาจได้มาจากสหรัฐอเมริกา สเปน ฝรั่งเสศ สก็อตแลนด์ และโซเวียต

 


ควอทซ์สีชมพู (Rose quartz)

ที่เรียกว่า "โรส ควอทซ์" ก็เพราะมันมีสีชมพูเหมือนดอกกุหลาบ อาจมีสีชมพูอ่อน ชมพูแก่หรือแดงก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะมีสีชมพูค่อนข้างอ่อนหรืออาจมีแต้มสีม่วงอยู่ด้วย โดยธรรมชาติแล้วควอทซ์สีชมพูจะไม่ค่อยใสทำให้เห็นสีชมพูอ่อนได้ชัดเจนขึ้น และที่มันมีสีชมพูนั้นก็เพราะมีไททาเนียมเป็นมลทิน แต่สีของมันก็อาจจางลงได้

เนื่องจากมีมลทินและรอยแตกอยู่ควอทซ์สีชมพูจึงดูขุ่น หรืออาจโปร่งแสงก็ได้ และมลทินรูไทต์รูปเข็มก็อาจทำให้ควอทซ์สีชมพูทรงหลังเต่ามีสตาร์ 6 แฉกได้ ที่โปร่งใสแทบจะหาไม่พบเลย ส่วนรอยแตกที่มีอยู่จะทำให้มันเปราะยิ่งขึ้น การเจียระไนจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษโดยปกติมักเจียระไนเป็นลูกปัดและทำเป็นสร้อยคอ หรืออาจแกะลายทำเป็นจี้หรือวัตถุอื่นๆ

เพราะควอทซ์สีชมพูมิได้มีมากมายในธรรมชาติเหมือนควอทซ์สีอื่น จึงมีการผลิตของปลอมออกสู่ท้องตลาด มักทำมาจากแก้วสีชมพูและมีการทำตำหนิเทียมเสียด้วย อย่างไรก็ตามกรรมวิธีในการผลิตมักทำให้เกิดฟองอากาศซึ่งเห็นได้ชัดเจนหากส่องดูด้วยกล้อง

ส่วนใหญ่จะได้มาจากบราซิล เยอรมัน สหรัฐอเมริกา มาดากัสการ์ อินเดีย ญี่ปุ่น แอฟริกา และโซเวียต แต่ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมต้องไม้มาจาก มาลากัสซี

 


ควอทซ์สีน้ำเงิน (Blue quartz)

หรือที่เรียกว่า "ซิเดอไรต์" (Siderite) หรือ "ซัฟไฟร์ ควอทซ์" (Sapphire quartz) จะมีสีน้ำตาลออกเทาอ่อนๆ ซึ่งเกิดจากมลทินรูไทต์ ไฟเบอร์ หรือ โครซิโดไลต์ ไฟเบอร์ นิยมทำเป็นวัตถุต่างๆ มากกว่าเครื่องประดับ มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่ออสเตรีย สแกนดิเนเวีย สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ และบราซิล

 


ควอทซ์สีควันไฟ (Smoky quartz)

ที่เรียกกว่า "สโมกกี ควอทซ์" เพราะว่ามันมีสีคล้ายสีของควันไฟ อาจเป็นสีน้ำตาล เทา หรือดำก็ได้ ที่มีสีดำจะเรียกว่า "โมเรียน" และที่เรียกว่า "แคร็นกอร์ม" ซึ่งเป็นชื่อภูเขาไฟในสก็อตแลนด์ จะมีสีเทาควันไฟปนเหลือง หรือสีน้ำตาลปนเทาควันไฟ เชื่อกันว่าที่มีสีเทาดำนี้เกิดจากอำนาจกัมมันตรังสีของแร่เรเดียมที่มีอยู่ในหินใกล้ๆ กับควอทซ์

หากนำควอทซ์สีดำมาหุงที่ 300-400 องศาเซลเซียล สีของมันจะจางลงได้ โดยปกติควอทซ์ชนิดนี้จะมีมลทินรูไทต์รูปเข็มปนอยู่ด้วย และมีแหล่งกำเนิดอยู่ทั่วไป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ บราซิล มาดากัสการ์ และสหรัฐอเมริกา

 


อะเวนจูรีน (Aventurine)

อาจเรียก "อะเวนจูรีน ควอทซ์" ก็ได้ เมื่อขยับอะเวนจูรีนไปมาจะเห็นเป็นประกายระยิบระยับเนื่องจากมีมลทินแทรกอยู่ ถ้ามลทินนั้นเป็นไมกาสีเขียวก็จะทำให้มันมีสีเขียว แต่ถ้ามลทินนั้นเป็นอีมาไทต์มันจะมีสีแดงหรือน้ำตาล

มีแหล่งกำเนิดอยู่ใน อินเดีย บราซิล รัสเซีย และแทนซาเนีย และเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ชาวเอเชียอาคเนย์ โดยปกติจะเจียระไนเป็นทรงหลังเต่าหรืออาจทำเป็นวัตถุอื่นๆ

 


เพรซิโอไลต์ (Prasiolite)

เพซิโอไลต์จะมีสีเขียว และไม่มีในธรรมชาติ จะได้มาจากการหุงอะเมทิสต์ และควอทซ์สีเหลืองที่ได้จากบราซิลที่อุณหภูมิ 500 องศาเซลเซียล ที่ได้จากเหมืองในอริโซนาก็อาจนำมาหุงและเจียระไนได้เช่นกัน

 


เพรส (Prase)

เพรสก็มีสีเช่นกัน มักมีมลทินแอคทิโนไลท์ปนอยู่ และมักเกิดร่วมกับแจสเพอร์ อาจมีความสับสนอยู่บ้างที่บางครั้งแจสเพอร์สีเขียวก็อาจเรียกเป็นเพรสได้ มักพบอยู่ในแถบยุโรป เช่น เยอรมันตะวันออก ฟินด์แลนด์ ออสเตรีย และสก็อตแลนด์

 


แก้วตาแมว (Quartz Cat's eye)

แก้วตาแมวกับตาแมวไม่เหมือนกัน แก้วตาแมวเป็นคริโซเบริล โปร่งแสงถึงโปร่งใส มีสีอยู่ในช่วงขาวถึงน้ำตาลเทา หรืออาจเป็นเหลืองแกมเขียว เขียว เทา และดำ

ถ้าเจียระไนเป็นทรงหลังเต่า จะปรากฏเป็นแถบเหลือบสีเหลืองคล้ายเส้นไหม เนื่องจากมีผลึกของแร่อื่นๆ หรือผลึกของควอทซ์เองวางตัวขนานกันในแนวขวางกับส่วนยาวของพลอย ส่วนแถบเหลืองของตาแมวที่เป็นคริโซเบริลนั้นจะเลื่อนไปมาได้ มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่ศรีลังกา อินเดีย และบราซิล

 


แก้วตาเหยี่ยว (Hawk's eye หรือ Falcon's eye)

มีสีอยู่ในช่วงเทาน้ำเงินถึงเขียวน้ำเงิน เพราะมีมลทินโครซิโดไลต์ปนอยู่ ทึบแสง เมื่อเจียระไนเป็นทรงหลังเต่าจะปรากฏเป็นแถบเหลืองคล้ายตาเหยี่ยวเกิดขึ้นเพราะควอทซ์เข้าไปแทนที่โครซิโดไลต์ และการแทนที่ดังกล่าวจะเป็นลักษณะของการสวมรูป คือแร่ที่ถูกแทนที่จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เลย ที่พบในแอฟริกาใต้มักเกิดร่วมกับ แก้วตาเสือ

 


แก้วตาเสือ (Tiger's eye)

มีสีอยู่ในช่วงเหลืองทอง เหลืองแกมน้ำตาล ถึงน้ำตาลแดง อาจมีสีน้ำเงินหรือแดงเข้มก็ได้ ที่มีสีเหลืองทองเพราะมีมลทินลิโมไนต์ปนอยู่ มีลักษณะเป็นแถบเหลืองแวววาวคล้ายไหม เพราะโครซิโดไลต์ถูกควอทซ์เข้าไปแทนที่แบบสวมรูป เมื่อเจียระไนเป็นทรงหลังเต่าจะปรากฏเป็นแถบเหลืองคล้ายตาเสือทึบแสง

อันที่จริงแล้วแก้วตาเสือก็พัฒนามาจากแก้วตาเหยี่ยวโดยวิธีการสวมรูปนั่นเอง และแน่นอนที่สุด แก้วตาเสือจึงมักเกิดอยู่รวมกันกับแก้วตาเหยี่ยว มีแหล่งสำคัญอยู่ที่แอฟริกาใต้ และยังพบอยู่ที่ออสเตรเลียตะวันตก พม่า อินเดีย และสหรัฐอเมริกา

 


Copyright © 2007-2017 www.patchra.net