Custom Search

Patchra
28-06-2017 21:56
3958
Online: 7 user(s)
การเจียระไนทับทิม ไพลิน และซัฟไฟร์อื่นๆ

การเจียระไนทับทิม ไพลิน และซัฟไฟร์อื่นๆ

ธรรมชาตินั้นได้บรรจงสร้างให้พลอยมีความงามในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ยังถือว่าไม่พอเพียงที่จะนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับได้ในทันที ซึ่งถ้าหากนำมารับการเจียระไนแล้ว ก็จะทำให้ดูสวยงามขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงประกาย หรือความแวววาวก็ตาม ต่างก็จะช่วยให้พลอยดูน่าพิสมัยยิ่งขึ้น และมีคุณค่ามากขึ้น ฉะนั้น ช่างเจียระไนจึงต้องแบกรับภาระหน้าที่อันท้าทายนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว โดยต้องระมัดระวัง มิให้มีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นได้เลย

ในยุคก่อนการเจียระไนพลอยมิได้มีขั้นตอนยุ่งยากเหมือนอย่างในปัจจุบัน เพียงแค่นำพลอยที่ได้จากธรรมชาติมาขัดเกลาเล็กน้อยก็ถือว่าใช้ได้แล้ว พลอยทรงหลังเต่า หรือหลังเบี้ยจึงมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่คราวนั้น และในปัจจุบันก็ยังเป็นที่นิยมกันอยู่โดยทั่วไป พลอยทั้งประเภทสตาร์ และที่มีตำหนิมากเกินกว่าจะเจียระไนเหลี่ยมได้นั้น จะต้องเป็นทรงหลังเบี้ยเท่านั้น ส่วนเทคนิคการเจียระไนเหลี่ยมนั้นเกิดขึ้นมาทีหลังในยุคกลางและก็สืบทอดมาจนถึงวันนี้

ตามปกติแล้ว การเจียระไนเหลี่ยมพลอยในตระกูลคอรันดัมนี้ (ทับทิม ไพลินบุษราคัม เขียวส่อง และซัฟไฟร์อื่นๆ ) จะมีอยู่สี่ขั้นตอน ดังนี้

1. การเลื่อย (อาจละเว้นได้)
2. การเจียระไนรูปทรง
3. การเจียระไนเหลี่ยม
4. การขัดผิว

สองขั้นตอนแรกนั้นจะตกเป็นของช่างเจียระไนคนเดียวและก็ต้องเป็นช่างที่มีความชำนาญสูงอีกด้วยเพราะเป็นงานที่ยาก ส่วนอีกสองขั้นตอนหลังนั้น มักจะเป็นหน้าที่ของช่างอีกคนหนึ่ง ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องมีความชำนาญเท่าเทียมกับช่างคนแรกเพราะเป็นงานที่ง่ายกว่า

สองขั้นตอนแรก คือ ขั้นตอนการเลื่อยและขั้นตอนการเจียระไนรูปทรงนั้นถือว่าสำคัญที่สุด เพราะจะเป็นตัวกำหนดรูปลักษณ์ของพลอยในตอนท้ายว่าสวยงามเพียงใด ก่อนที่ก้อนพลอยจะถูกนำมาเลื่อยออกนั้นมันจะตัองได้รับการตรวจสอบเสียก่อนว่าควรจะเลื่อย ณ ตำแหน่งใดจึงจะได้พลอยที่มีคุณค่ามากที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ลักษณะของก้อนพลอย ที่จะเจียระไนว่าจะมีรูปทรง ขนาด ความเข้มความอ่อนของสี และการกระจายของตำหนิเป็นอย่างไร ตามปกติแล้วมักจะเลื่อยออกตรงตำแหน่ง ของรอยแตก และตำหนิเพื่อขจัดสิ่งที่ไม่ต้องการเสียแต่แรก แต่โดยทั่วไปนั้นพลอยคอรันดัมส่วนใหญ่โดยเฉพาะที่มีขนาดเล็กนั้นมักไม่ต้องผ่านขั้นตอนการเลื่อย ทั้งนี้เพื่อรักษาน้ำหนักไว้ให้ได้มากที่สุด

แต่ถ้าจะเปรียบเทียบความสำคัญของสองขั้นตอนแรกดูแล้ว ก็ถือได้ว่าขั้นตอนที่สองซึ่งก็คือ ขั้นตอนการเจียระไนรูปทรงนั้นสำคัญกว่าและสำคัญที่สุดในจำนวนขั้นตอนทั้งหมด ทั้งนี้เพราะขั้นตอนการเจียระไนรูปทรงจะเป็นตัวกำหนดความงามและคุณค่าของพลอยในตอนท้าย ช่างเจียระไนรูปทรงจึงมักเป็นผู้ที่สูงอายุที่สุด เพราะมีประสบการณ์มากที่สุด โดยทั่วไปแล้วรูปทรงของก้อนพลอยก่อนการเจียระไนจะเป็นตัวกำหนดว่ารูปทรงของพลอยท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร สำหรับคอรันดัมแล้ว มักจะเป็นรูปคูชั่น (รูปเหลี่ยม มุมมน) และรูปไข่ และเพราะรูปคูชั่นนี้จะทำให้พลอยดูมีประกายแสงมากกว่ารูปไข่ คอรันดัมรูปคูชั่นจึงพบเห็นได้บ่อยกว่ารูปไข่ อย่างไรก็ดี พลอยรูปกลมจะส่องประกายได้งามกว่ารูปคูชั่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่คอรันดัมรูปกลมก็มีให้เห็นด้วยเช่นกัน ทั้งๆ ที่การเจียระไนคอรันดัมเป็นรูปกลมนี้จะเสียน้ำหนักเนื้อพลอยไปมากกว่ารูปไข่ ดังนั้น คอรันดัมรูปกลมจึงมีราคาสูง

นอกจากรูปทรงแล้ว สีของพลอยก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ช่างเจียระไนรูปทรงจะต้องคำนึงถึงให้มากด้วย ทั้งความเข้ม ความอ่อนของสี และการปรากฏสีได้มากกว่าหนึ่งสี เมื่อพลิกพลอยไปมานั้น ต่างก็เป็นคุณสมบัติพิเศษที่ช่างเจียระไนจะต้องให้ความสนใจ พลอยคอรันดัมนี้สามารถปรากฏสีให้เห็นได้สองสี อย่างชัดเจน คือถ้าพลิกพลอยในทิศทางหนึ่งก็จะเห็นเป็นสีหนึ่ง และถ้าพลิกไปอีกทางหนึ่งก็จะเห็นเป็นอีกสีหนึ่ง โดยปกติแล้ว สีทั้งสองจะประสานรวมกัน และเมื่อไม่ได้พลิกพลอยไปมา ตาของเราก็จะไม่สามารถแยกสีทั้งสองออกจากกันได้ ฉะนั้น ก่อนที่การเจียระไนรูปทรงจะเริ่มขึ้น ช่างเจียระไนจะต้องพินิจพิเคราะห์ โครงสร้างผลึกของพลอยเสียก่อนว่าควรเจียระไนอย่างไรและในทิศทางใด พลอยจึงจะดูสวยงามและมีคุณค่ามากที่สุด แต่ก็นับว่าโชคดีที่ธรรมชาติของโครงผลึก ของคอรันดัมเองนี้ ได้เอื้ออำนวยให้เราได้รับผลประโยชน์จากการเจียระไนอย่างเต็มที่ โดยที่ยังสามารถรักษาน้ำหนักของพลอยไว้ได้มากที่สุด และก็ได้สีที่สวยสดงดงาม อย่างไรก็ดีถ้าช่างเจียระไนรูปทรงไม่สามารถกำหนดทิศทางการเจียระไนได้ถูกต้องก็ย่อมส่งผลให้พลอยมีคุณค่าด้อยลงอย่างน่าเสียดาย

อย่างไรก็ตาม การเลือกทิศทางในการเจียระไนรูปทรงของพลอยก็มิได้ถูกกำหนดตายตัวเสมอไป ความเหมาะสมและคุณค่าของพลอยจะเป็นตัวกำหนดเองด้วยโดยปริยาย ตัวอย่างเช่น ไพลินกาญจนบุรีและไพลินศรีลังกามักจะมีการกระจายของสีเป็นหย่อมๆ บางจุดจะมีสีเข้ม แต่บางจุดกลับไม่มีสี ดังนั้น การเลือกทิศทางในการเจียระไนรูปทรง จึงไม่สามารถกำหนดตายตัวได้ แต่จะต้องดูความเหมาะสมแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งไพลินจากศรีลังกาก่อนการเจียระไนนั้นจะมีลักษณะเป็นรูปทรงยาวหัวท้ายแหลม (เรียกว่า ออตโต) และมีการกระจายของสีไม่เท่าเทียมกันในพลอยแต่ละก้อน คือส่วนผิวของก้อนพลอยจะมีสีเข้ม แต่ส่วนแกนในกลับไม่มีสี ฉะนั้นในการเจียระไน จึงต้องพยายามหาทิศทางที่จะทำให้ส่วนก้นพลอยมีสีเข้มเพื่อพลอยจะได้ดูมีสีเข้มหากมองจากด้านบนผ่านลงมายังก้นพลอย และนี่ก็คือคำอธิบายที่ว่า ทำไมพลอยจากศรีลังกาส่วนใหญ่ จึงมีส่วนกลาง (พาวิลเลี่ยน) ค่อนข้างหนา และที่ช่างเจียระไนจะต้องคำนึงถึงอีกประการหนึ่งก็คือ ส่วนก้นพลอยจะต้องมีสีเข้มทั้งสองด้าน เพราะถ้าก้นพลอยมีสีเข้มเพียงด้านเดียวก็จะทำให้เห็นเป็นหน้าต่าง ซึ่งเป็นจุดด้อยถ้ามองจากด้านบนลงไป แต่ในบางครั้งก็อาจเลือกทิศทางการเจียระไนทิศทางอื่นก็ได้ เช่น ทำให้มีแถบสีพาดผ่านตลอดผิวหน้าของพลอย แทนที่จะเป็นก้นพลอย อย่างไรก็ดี ในบางโอกาสนั้นการรักษาน้ำหนักของพลอย อาจสำคัญกว่า ความเข้มสวยของสีพลอยได้เหมือนกัน

ตำหนิต่างๆ ในก้อนพลอยก็เป็นตัวแปรในการกำหนดทิศทางการเจียระไนด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ทับทิมพม่านั้นจะมีตำหนิกลุ่มหมอก และตำหนิเส้นไหมรูทิลอยู่อย่างหนาแน่น โดยเฉพาะตำหนิเส้นไหมรูทิลหรือเส้นเข็มนี้จะมีลักษณะแบนบาง ถ้าเลือกทิศทางการเจียระไนไม่ถูกต้องแล้วก็จะทำให้เห็นตำหนิชนิดนี้ได้อย่างชัดเจน ในทางตรงกันข้าม ถ้าเลือกทิศทางถูกต้องก็จะเห็นตำหนิได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

สิ่งที่ช่างเจียระไนรูปทรงจะต้องคำนึงถึงนั้นมีอยู่หลายประการดังที่กล่าวมาแล้ว ก็จริงอยู่ที่ตัวแปรตัวหนึ่งตัวใดอาจจะสำคัญกว่าตัวการอื่นๆ ที่เหลือ แต่ในบางครั้งลำดับ ความสำคัญของตัวแปรต่างๆ เหล่านี้ก็อาจแปรเปลี่ยนไปได้ ทั้งนี้ช่างเจียระไนจะต้องชั่ง ตวง และวัด ความสมดุลของประการต่างๆ เหล่านี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสม และดีที่สุด ราคาของพลอยที่จะได้ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ประการสุดท้ายที่จะต้องคำนึงถึงสำหรับขั้นตอนการเจียระไนรูปทรงก็คือ ความหนาหรือความลึกของส่วนล่างของพลอย ตามทฤษฎีนั้นความลึกจะอยู่ประมาณ 65% ของเส้นผ่าศูนย์กลางของพลอย อย่างไรก็ดีในทางปฏิบัติมักจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งและไม่จำเป็นจะต้องเป็น 65% เสมอไป ตัวอย่างเช่น ผลึกทับทิมไทยนั้น มักจะแบนและมีราคาสูง ในการเจียระไนจึงต้องรักษาน้ำหนักไว้ให้มากที่สุด ผลที่ตามมาก็คือ ทับทิมไทยจะมีรูปทรงแบนและมีประกายแสงน้อยกว่าที่พึงจะมีได้ ในทำนองเดียวกัน ผลึกซัฟไฟร์จากศรีลังกาจะมีลักษณะยาวเมื่อเจียระไนแล้วจึงมีส่วนล่างค่อนข้างลึก ส่วนซัฟไฟร์จากออสเตรเลียนั้นจะมีสีมืดมาก ซึ่งถ้าเจียระไนให้ถูกสัดส่วนตามทฤษฎีแล้ว กลับจะทำให้พลอยดูมืดเกินไป ดังนั้นที่เหมาะสมที่สุดจึงต้องเจียระไนพลอยให้ตื้นขึ้น เพื่อให้พลอยดูสุกสว่างกว่ามีสีที่อ่อนกว่า และงามกว่า การเลือกทิศทางการเจียระไนที่ถูกต้องอีกทางหนึ่งจึงช่วยพลอยดูสุกสว่างขึ้นและสวยงามขึ้น

ส่วนขั้นตอนที่สาม (การเจียระไนเหลี่ยม) และขั้นตอนที่สี่ (การขัดผิวพลอย) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายนั้น จะเป็นงานที่ง่ายกว่ามาก ฉะนั้นช่างเจียระไนของสองขั้นตอนสุดท้ายนี้ จึงไม่สำคัญเท่าสองขั้นตอนแรก และโดยทั่วไปแล้วจะเป็นช่างที่มีประสบการณ์น้อยกว่า สำหรับการที่จะเลือกประเภทของการเจียระไนเหลี่ยม ว่าจะเป็นแบบใดนั้น จะต้องพิจารณาที่ตัวแปรสองตัวคือ ประกายแสงและการรักษาน้ำหนักไว้ การที่พลอยจะมีประกายแสงที่ดีนั้น มันจะต้องได้รับการเจียระไน ให้มีเหลี่ยมที่สามารถส่ง และรับแสงได้ดีเสียก่อน ตามทฤษฎีนั้นเหลี่ยมด้านบนสุดของพลอย ควรจะต้องจับแสงที่มาตกกระทบให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะส่งลงไปยังเหลี่ยมตรงส่วนล่างของพลอย ซึ่งเหลี่ยมตรงส่วนล่างนี้ก็ควรจะทำหน้าที่ได้ดีเหมือนกระจก เพื่อแสงทั้งหมดจะได้สะท้อนไปมาและส่งกลับขึ้นไปยังเหลี่ยมด้านบนสุดของพลอย ซึ่งก็จะทำให้พลอย มีประกายแสงที่สุกสว่าง แต่โดยธรรมชาติแล้ว คอรันดัมจะไม่ค่อยมีไฟดีเท่าใดนัก (มีค่าการกระจายแสงเพียง 0.018) และสีของมันก็มักจะบดบังไฟที่มีอยู่จนเกือบหมด ดังนั้น เป้าหมายการเลือกลักษณะเหลี่ยมจึงเน้นไปที่จะต้องทำให้พลอยมีประกายแสงและไฟที่สุกสว่างที่สุด และการที่พลอยจะมีไฟดีที่สุดนั้น ก็จะต้องเจียระไนให้ได้เหลี่ยมที่มีขนาดเล็ก แต่มีปริมาณมาก เพื่อแสงจะได้แตกกระจายมากขึ้น อย่างไรก็ดี ช่างเจียระไนเหลี่ยมก็จะต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างจำนวนของเหลี่ยมเล็กกับเหลี่ยมใหญ่อีกด้วยเพราะถ้ามีจำนวนของเหลี่ยมเล็กมากเกินไปก็จะทำให้พลอยมีไฟน้อยลงได้

และการที่พลอยจะมีประกายแสงที่ดีได้นั้น ก็จะต้องเจียระไนให้ส่วนล่างของพลอยไม่ลึกหรือตื้นจนเกินไป เพราะถ้าส่วนล่างของพลอยตื้นเกินไป แสงก็จะทะลุออกไปทางด้านล่างของพลอยจนหมด แต่ถ้าส่วนล่างของพลอยลึกเกินไปแสงก็จะทะลุออกไปทางด้านข้างเช่นกัน

การที่พลอยจะดูสุกสว่างและงดงามเพียงใดนั้น ที่แน่นอนที่สุดย่อมต้องขึ้นอยู่กับก้อนพลอยที่ได้มาว่ามีคุณภาพดีเพียงใด จากนั้นช่างเจียระไน ก็จะต้องใช้ความสามารถเพื่อที่จะขัดเกลา ให้พลอยปรากฏคุณภาพที่ดีที่สุดออกมา ประสบการณ์ สายตา และฝีมือของช่างเจียระไนโดยแท้ทีเดียว ที่จะเป็นตัวกำหนดราคาของพลอย

 

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net