Custom Search

Patchra
20-10-2017 20:30
2504
Online: 8 user(s)
ตัดเหลี่ยมเพชร

การตัดเหลี่ยมเพชร

โครงสร้างของเพชรโดยทั่วไปจะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนบน หรือคราว์น (Crown) และส่วนล่าง หรือพาวิลเลี่ยน (Pavillion) โดยมีขอบเพชร หรือเกอร์เดิล (Girdle) ซึ่งเป็นส่วนที่กว้างที่สุดอยู่ระหว่างกลาง ส่วนคราว์นนั้นประกอบขึ้นด้วยเทเบิล (Table) ซึ่งเป็นเหลี่ยมหน้ากระดานยอดสุด และห้อมล้อมไปด้วยเหลี่ยมต่างๆ เช่น สตาร์ ฟาเซ็ท (Star Facet) หรือเทเบิล ฟาเซ็ท (Table Facet) อัพเพอร์ เมน ฟาเซ็ท (Upper Main Facet) หรือไค้ท์ ฟาเซ็ท (Kite Facet) และอัพเพอร์ เกอร์เดิล ฟาเซ็ท (Upper Girdle Facet) ส่วนพาวิลเลี่ยนนั้นประกอบไปด้วย พาวิลเลี่ยน ฟาเซ็ท (Pavillion Facet) หรือโลเวอร์ เมน ฟาเซ็ท (Lower Main Facet) โลเวอร์ เกอร์เดิล ฟาเซ็ท (Lower Girdle Facet) และคิวเลท (Culet) หรือคอลเลท (Collet) ซึ่งเป็นก้นเพชร

ประเภทของเหลี่ยมเพชรนั้นได้พิจารณามาจากรูปร่างของขอบเพชร (Girdle Shapes) จำนวน และการจัดเรียงตัวของเหลี่ยมซึ่งจำแนกได้ 3 กลุ่ม คือ 1. สเต็พคัท (Step Cut) 2. โรส คัท (Rose Cut) และ 3. บริลเลี่ยนท์ คัท (Brilliant Cut)

1. สเต็พ คัท หรือ แทร็พ คัท (Trap Cut) มีเหลี่ยมเรียงตัวขนานกันเป็นขั้นบันได ได้แก่ เอมเมอรัลคัท สแควร์คัท บาเก็ทท์ เทเพิร์ทบาเก็ทท์ สแพ็ตบาเก็ทท์ หรือบูทเล็ทคัท เพนทากอน ทราเพ็ซ ล็อซซิน แทร็พบริลเลี่ยนท์ และรวมทั้งเพชรขนาดเล็กๆ ที่มักนิยมใช้สำหรับล้อมเพชรเม็ดใหญ่

สเต็พคัทนี้ถือได้ว่าเป็นการเจียระไนประเภทแรก ประเภทหนึ่งที่มีประวัติมาช้านานแล้ว ในปัจจุบันสัดส่วนได้เปลี่ยนแปลงไป และรูปร่างของขอบเพชรนั้น ได้เปลี่ยนมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วนจำนวนเหลี่ยมของสเต็พคัทนี้ไม่สามารถระบุให้แน่นอนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับผลึกที่จะนำมาเจียระไน หากผลึกนั้นเล็ก และบางก็มักจะเจียระไนเป็นสเต็พคัท

โดยปกติแล้วการเจียระไนในกลุ่มนี้จะพิจารณาจากโครงสร้างผลึกก่อนเจียระไนเสียก่อน หากผลึกนั้นเป็นรูปทรงออกทราฮีดรอน (Octahedron หรือรูปทรงปิระมิด 2 อันประกบกันที่ฐาน) และค่อนข้างยาวก็จะถูกเจียระไนเป็นสเต็ทคัท แต่ถ้าหากผลึกมีความยาวมากเมื่อเทียบกับความกว้างแล้ว ก็จะถูกเจียระไนเป็นบาเก็ทท์ บาเก็ทท์คัทนี้ก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง ที่มีประวัติมายาวนานเช่นกัน โดยได้พัฒนามาจาก ซิซเซอร์คัท (Scissors Cut)

ส่วนสเต็พคัทที่มีมุมตัดจะเรียกว่า เอมเมอรัลคัท ซึ่งการเจียระไนประเภทนี้จะทำให้เพชรสูญเสียประกาย และความวาวไปบ้าง จำนวนขั้นบันไดของเอมเมอรัลคัท หรือสแควร์คัทนี้มิได้สำคัญอะไรมากมาย แต่สิ่งที่ควรคำนึงถึงนั้นน่าจะเป็นหน้าต่าง (Window) ซึ่งเป็นข้อเสียของการเจียระไนประเภทนี้ ฉะนั้นเพื่อขจัดปัญหานี้ พาวิลเลี่ยน ฟาเซ็ท ควรจะทำมุมกับขอบเพชร ให้มากกว่า 24-26 เพื่อไม่ให้แสงทะลุออกส่วนล่างของเพชร และหากส่วนล่างของเพชรมีความลึกมาก ประกายก็จะสูญเสียไปบ้างในทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้นการเจียระไนเหลี่ยมจึงต้องคำนึงถึงสัดส่วน โดยที่ความกว้างของพาวิลเลี่ยนฟาเซ็ททั้งหมด รวมกันควรเท่ากับความกว้างของเทเบิล

2. โรสคัท (เหลี่ยมกุหลาบ) มีส่วนฐานที่แบน และส่วนบนโค้งนูน ส่วนใหญ่ฐานจะเป็นรูปกลม ที่เป็นรูปไข่ และรูปแพรก็พอมีให้เห็นบ้าง โรสคัท มีหลายประเภท อาทิ ไทรแองกูลาโรส ฟุลล์ดัชโรส หรือฮอลแลนด์โรส ดับเบิลดัชโรส หรือดับเบิลฮอลแลนด์โรส แพรเซ้พด์โรส โบทเซ็พด์โรส ดับเบิลโรส ฮาล์ฟบิลเลียนทท์เวลฝ์ฟาเซ็ทโรส หรือแอนท์เวิร์พโรส หรือบราแบนท์โรส ซิกส์ฟาเซ็ทโรส และทรีฟาเซ็ทโรส

ปัจจุบันไม่มีการเจียระไนประเภทนี้อีกแล้ว ยกเว้นเป็นกรณีพิเศษที่ต้องเจียระไนขึ้นมาทดแทนของเก่าที่ชำรุดไป (ที่เก็บรักษาไว้ตามสถานที่ต่างๆ ) เท่านั้น อย่างไรก็ตามโรสคัทขนาดเล็กไม่เกิน 0.40 ct ก็ยังมีการผลิตอยู่เช่นเคย ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม เพชรที่มีชื่อเสียงอย่าง koh-i-nur และ Great Mogul ก็เป็นโรสคัทเช่นกัน ส่วนบีดคัท (Bead Cut) ก็จัดเป็นโรสคัทด้วย เช่นกัน เช่น บีด (Bead) บรีโอเลทท์ (Briolette) และรอนเดลล์ (Rondelle)

3. บริลเลียนท์คัท (เหลี่ยมเกสร) คำว่า "บริลเลียนท์" หมายถึงการเจียระไนประเภทหนี่งที่มีเหลี่ยมอย่างน้อย 56 เหลี่ยม ไม่นับเทเบิล และคิวเลท (32 เหลี่ยมบนคราว์น และ 24 เหลี่ยมบนพาวิลเลี่ยน) และมีขอบเพชรเป็นรูปกลม และยังหมายถึงเพชรที่เจียระไนเป็นเหลี่ยมบริลเลียนท์ (เกสร) อีกด้วย ตามกฎเกณฑ์การเรียกชื่อแล้ว จะเรียกบริลเลียนท์คัท หรือเหลี่ยมเกสรขึ้นมาลอยๆ โดยมิได้กล่าวคำว่าเพชรนั้นไม่ได้ จะต้องเรียกว่า เพชรเหลี่ยมเกสร แต่ในที่นี้ควรยกเว้น เพราะเป็นเรื่องของเพชรอย่างเดียวเท่านั้น

พัฒนาการของบริลเลียนท์คัทนี้ เริ่มต้นมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 แล้ว โดยดัดแปลงมาจากพ้อยท์คัท (Poing Cut) ซึ่งเป็นผลึกรูปทรง 8 เหลี่ยมคล้ายปิระมิด 2 อันประกบกันที่ฐาน จากนั้นจึงได้พัฒนามาสู่เทเบิลคัท (Table Cut) หรือทินคัท (Thin Cut) ถ้าเป็นผลึกที่มีขนาดบางกว่า และหากเหลี่ยมที่ฐานมีขนาดเป็นครึ่งหนึ่ง ของเหลี่ยมด้านบนจะเรียกว่าอินเดียนคัท (Indian Cut) ทั้งนี้เพราะได้มาจากอินเดีย จนกระทั่งช่วงปลายศตวรรษที่ 15 เมื่อมีการผลิตเครื่องมือที่ใช้ช่วยเจียระไน เพชรจึงมีเหลี่ยมมากกว่าที่เคยมี

และเมื่อมาถึงช่วงกลางของศตวรรษที่ 16 จำนวนเหลี่ยมก็ได้พัฒนามากขึ้นอีก ได้เป็นเหลี่ยมชนิดใหม่ คือ โอลด์ซิงเกิลคัท ซึ่งมี 18 เหลี่ยม และการพัฒนาก็ดำเนินเรื่อยมา จนกระทั้งมีจำนวนเหลี่ยมถึง 34 เหลี่ยม เรียกว่า เมซารีนคัท (Mazarin Cut)

ในที่สุด เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 17 เพชรจึงได้พัฒนามาเป็น 58 เหลี่ยม โดยช่างเจียระไนชื่อ เพอร์รูซซี่ ซึ่งเป็นที่มาของเพอร์รูซซี่คัท จวบจนกระทั่งปี 1910 จึงได้มีโมเดอร์นบริลเลียนท์คัท โดยดัดแปลงมาจาก โอลด์คัท (Old Cut)

นับได้ว่าทฤษฎีของเทลคาวสกี (Tolkowsky) ที่ตีพิมพ์ในปี 1914-1919 นั้นมีผลต่อการพัฒนามาเป็นโมเดอร์นบริลเลียนท์คัท เป็นอย่างมาก สัดส่วนที่เขานำเสนอ ก็คือความสูงของคราว์นเท่ากับ 16.2% ของเส้นผ่าศูนย์กลางของเกอร์เดิล และความลึกของพาวิลเลี่ยน เท่ากับ 43.1% เส้นผ่าศูนย์กลางของเทเบิลเท่ากับ 53% และความสูงของคราว์น ต่อความลึกของพาวิลเลี่ยนเท่ากับ 1 : 2.6 ซึ่งโทลคาวสกี ได้พิสูจน์ว่าสัดส่วนนี้ จะทำให้เพชรเปล่งประกายมากที่สุด และเป็นสัดส่วนมาตรฐาน ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพเพชรในสหรัฐอเมริกา

บริลเลียนท์คัทนั้น มีมากมายหลายประเภท อาทิ ดับเบิลคัทหรืออิงลิชสแควร์คัท โอลโมนัคัทหรือโอลไมเนอร์ส หรือทริเพิลคัท หรือคูชั่นคัท เพอร์รูซซีคัท ลิสบอนคัท บราซิเลียนคัท ราวนด์ซิงเกิทคัท อิงลิชสตาร์คัท โอลด์ยูโรเพียนราวด์บรินเลียนท์คัท อิงลิชราวนด์คัทบริลเลียนท์ ฟุลล์คัทหรือโมเดอร์นบริลเลียนท์คัท ซึ่งนับได้ว่า ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน และเป็นการเจียระไนประเภทเดียวที่ยังผลิตอยู่

นอกจากนี้ยังมีบริลเลียนท์คัทอีกมากที่มีจำนวนเหลี่ยมมากกว่าปกติ เช่น จูบิลีหรือทเวนทีอิทเซนจูรี่คัท (80 เหลี่ยม) คิงคัท (86 เหลี่ยม) ไคไรสตาร์คัท และไฮไล้ท์คัท (74 เหลี่ยม) แมกนาคัท (102 เหลี่ยม)
และ รอยัล 144 (154 เหลี่ยม) เพชรเหล่านี้จึงมีขนาดค่อนข้างโต แต่รอยัล 144 จะมีขนาดเล็กกว่าประเภทอื่น

หากพิจารณาที่รูปทรงของเพชรแล้วก็ยังแบ่งออกได้อีกหลายรูปทรง อาทิ รูปไข่ รูปมาคีส์หรือเนเวทท์คัท รูปหัวใจ ทรอยดาคัท (หรือเมเคิล) แบเรียนคัท พริ้นเซสคัท หรือโพรไฟล์คัท เพนดีลอคหรือรูปแพร
และ ทวิลเลียนท์คัท

อีกหลายประเภทของราวนด์คัทที่ควรกล่าวถึง ก็คือซิงเกิทคัทหรือเอฟ์ธคัท สวิสคัท เฟร้นซคัท และสปริทบริลเลียนท์

นอกจากนียังมีผู้เสนอสัดส่วนของบริลเลียนท์ไปต่างๆนานาอีก เช่น แพรคติคัลไฟน์คัท พาเคอร์บริลเลียนท์ สแกนดิเนเวียนสแตนดาร์ดบริลเลียนท์ และยูลิทซ์บริลเลียน

ส่วนมิกซด์คัท (Mixed Cut) ที่น่ากล่าวถึงนั้น ได้แก่ แบเรียนคัท ซึ่งส่วนของคราว์นเป็นเอมเมอรัลคัท และพาวิลเลี่ยนเป็นโมดิเฟด์บริลเลียนท์คัท เรเดียนทคัทก็เช่นเดียวกัน (70 เหลี่ยม) ส่วนควีนสคัทของไทยก็เป็นลูกผสมเช่นกัน มี 60 เหลี่ยม (คราว์น 32 เหลี่ยม และพาวิลเลี่ยน 28 เหลี่ยม)

 

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net