Custom Search

Patchra
19-08-2017 22:55
4936
Online: 5 user(s)
เพชร ความเชื่อ ความรัก และค่านิยม

เพชร ความเชื่อ ความรัก และค่านิยม

ในระหว่างศตวรรษที่ 17 - 18 นั้น จะเรียกว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความมั่งคั่ง ของคนในยุคนั้น ก็คงจะไม่ผิดอะไร ทั้งนี้เพราะมีการค้นพบเพชรเป็นจำนวนมาก ซึ่งนับวันก็ดูเหมือนว่า จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ความเชื่อที่ว่าเพชร เป็นของหายากจึงถูกลบเลือนไป แต่ในขณะเดียวกัน ความเชื่อที่ว่าเพชรเป็นของขลัง และมีพลังอำนาจในการกำหนด ชะตาชีวิตของคนนั้น กลับทวีมากยิ่งขึ้น และในที่สุด เพชรจึงกลายมาเป็นสัญลัษณ์แห่งความเชื่อไป

ลักษณะทั้งภายนอก ภายใน และคุณสมบัติอื่นๆ ของเพชรจะเป็นตัวกำหนดสัญลักษณ์ของความเชื่อดังนี้

รูปทรง เป็นสัญลักษณ์ของการแสดงออกถึงธาตุแท้ของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลึกเพชรธรรมชาติแปดเหลี่ยม ที่มีรูปทรงคล้ายปิรามิดสองอัน ประกบกันที่ฐาน นั้น นับว่าเป็นผลึกธรรมชาติที่สวยงามที่สุดอย่างหนึ่ง


ความแข็ง
สำหรับนักรบแล้วหมายถึง ชัยชนะ ในขณะที่นักปราชญ์ และกวีได้เปรียบเปรยไว้ว่า เป็นเสมือนชะตาชีวิตอันแข็งแกร่ง

ความสะอาด เพชรที่มีตำหนิจะหมายถึงโชคร้าย ถึงแม้ว่าจะไม่มีตำหนิภายในเลยก็ตาม แต่ถ้าส่วนนอกของเพชรมีตำหนิอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นรอยร้าว หรือรอยแตกตรงขอบเพชร หรือรอยตำหนิใดๆ บนผิวของเพชรก็ตาม ก็ไม่ควรมีไว้ครอบครอง เพราะตำหนิเหล่านั้น อาจทำให้ผู้ที่ครอบครองอยู่นั้น เกิดล้มป่วยลงได้ หรืออาจนำมาซึ่งโชคร้ายต่างๆ นานา ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่สวมใส่เพชรที่เต็มไปด้วย ตำหนิจำนวนมาก จนดูหมอง และมีประกายสีแดง ก็ถือกันว่า จะไม่ได้รับการคุ้มครอง จากเทพธิดาแห่งโชคลาภ ยิ่งถ้าเพชรมีตำหน ิเป็นจุดสีแดงด้วยแล้ว ดวงชะตาจะยิ่งย่ำแย่ลงไปอีก เพราะจุดสีแดงนั้น จะนำความหายนะมาให้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ที่สวมใส่เพชรไร้ตำหนิ ก็จะประสบแต่โชคดี คนในยุคนั้น เชื่อว่าเพชรบริสุทธิ์ที่สุด ในบรรดาสรรพสิ่งทั้งมวล ที่มีอยู่ในโลกนี้ เพชรที่ไร้ตำหนิเท่านั้น จึงจะถือว่ามีค่าควรแก่การเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติ

สี
เพชรที่ไม่มีสีหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าเพชรสีขาวนั้น จะบ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ ชาวฮินดูมักจะใช้สีที่แตกต่างกันของเพชรนั้นเป็นตัวกำหนดวรรณะของเขา นอกจากนั้นแล้วศาสนาฮินดูยังเชื่ออีกว่า เพชรแต่ละสีจะมีเทพสิงสถิตย์ด้วยดังนี้
เพชรสีขาว เทพแห่งท้องทะเล
เพชรสีเหลือง เทพแห่งสรวงสวรรค์
เพชรสีทองแดง เทพแห่งสายลม
เพชรสีเขียว เทพแห่งตะวัน
เพชรสีน้ำตาล เทพแห่งเพลิง
เพชรสีฟ้า เทพแห่งบรรพบุรุษ

 


โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพชรสีเหลือง เหลืองอมเขียวและชมพูนั้นจะเหมาะสมกับพระมหากษัตริย์เท่านั้น

ไฟ
เป็นสัญลักษณ์ แห่งความสำเร็จ แม้กระทั่งผลึกเพชรธรรมชาต ิที่ยังไม่ได้รับการเจียระไน ก็ยังดูสุกสว่าง และถือเป็นตัวนำโชค ซึ่งคนในยุคก่อน ต่างก็ต้องการมีไว้ครอบครอง เชื่อกันว่ากษัตริย์พระองค์ใด ที่ทรงสวมใส่เพชรน้ำดี มีไฟวูบวาบแล้ว จะถือว่ามีบุญญาธิการยิ่ง โดยจะทรงสามารถรักษาเอกราช และสมบัติของประเทศชาติไว้ได้

ฉะนั้นหากใครมีก้อนเพชร ที่ยังไม่ได้เจียระไน มีรูปทรงงดงาม มีไฟดี และปราศจากตำหนิแล้ว เชื่อกันว่า ผู้เป็นเจ้าของ ก็จะมีแต่ความมั่งคั่ง อายุยืนยาว และมีชีวิตสมรสอันเปี่ยมสุข ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่สวมใส ่ก็จะได้รับการคุ้มครอง จากภัยร้ายต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นพิษร้าย จากสัตว์ประเภทต่างๆ อย่าง งู และเสือ ยาพิษ หรือช่วยปกป้องทรัพย์สมบัติ จากไฟ ภัยน้ำท่วม และขโมย นอกจากนั้นแล้ว ยังจะช่วยให้ผู้สวมใส่ มีผิวเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวลอีกด้วย


ความเชื่อเหล่านี้ ดูเหมือนว่าจะมีต้นกำเนิด มาจากประเทศอินเดีย ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอัญมณีนานาชนิด และก็ยังเป็นดินแดน แห่งศาสนาฮินดู อีกด้วย ชาวฮินดูนั้น ได้รับการปลูกฝังความเชื่อ ในเรื่องของความสัมพันธ์กัน ระหว่างอัญมณี กับชะตาชีวิตมาช้านานแล้ว อย่างเช่นเพชรโคอินูร์ขนาด 108.92 กะรัต บนมงกุฎของพระราชินีอลิซาเบธ แห่งอังกฤษนั้น (เดิมทีแล้ว เป็นสมบัติส่วนพระองค์ของพระราชาองค์หนึ่ง แห่งอินเดีย และมีขนาดใหญ่กว่าในปัจจุบัน คือมีขนาด 186 กะรัต) ชาวฮินดูเชื่อว่า พระอินทร์ คือผู้ที่ประทานลงมา ให้กับผู้ที่สักการะพระองค์ อย่างพวกเขา หรือความเชื่อของพวกเขาที่ว่า พระกฤษณะ ควรทรงประทับอยู่บนพระที่นั่ง ที่ประดับประดาด้วยทับทิม และเพชรเท่านั้น ฉะนั้นการถวายเพชร ให้แด่พระองค์ จึงถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี โดยที่ผู้ถวายเพชร จะมีชีวิตอันเป็นอมตะ อยู่บนสรวงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เลยทีเดียว

เพชรก็เป็นสัญลักษณ์แห่งทิศตะวันออก และดาวพระศุกร์อีกด้วย เครื่องประดับนวรัตน์ หรือนพเก้า อันประกอบไปด้วย อัญมณีเก้าชนิดนั้น จึงได้รับความนิยมเสมอมา ทั้งนี้เพราะอัญมณีทั้งเก้าอย่างนั้น หมายถึงดาวพระเคราะห์ทั้งหมด ที่มีอยู่ในระบบสุริยะนั่นเอง ในสมัยก่อนโน้น เครื่องรางนพเก้า มักเป็นที่นิยมสวมใส่กันเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ก็เพื่อแก้เคล็ด อิทธิพลของดวงดาวต่างๆ ที่อาจมีผลร้าย ต่อดวงชะตาของผู้สวมใส่นั่นเอง และความเชื่ออันนี้นี่เอง ที่ก่อให้เกิดความเชื่อ ในเรื่องของอัญมณี ประจำราศี ตามมา ซึ่งก็ได้แพร่หลายไปเกือบทุกแห่งหน ส่วนการกำหนด ที่ว่าอัญมณีชนิดใด เป็นสัญลักษณ์ของราศีใดนั้น
ขึ้นอยู่กับว่า ณ ที่แห่งใดมีอัญมณีชนิดใดบ้าง เป็นสำคัญ รวมทั้งความคุ้นเคย ของคนในแต่ละแห่ง ที่มีต่ออัญมณีแต่ละชนิดด้วย สำหรับคนในอินเดียแล้ว เพชรคืออัญมณีประจำราศีพฤษภ และราศีตุลย์

สำหรับวัฒนธรรมอื่นๆ แล้ว ถือกันว่า เพชรเป็นสัญลักษณ์ของทั้งพระจันทร์ และพระอาทิตย์ ที่เกี่ยวกับพระจันทร์นั้น ก็เพราะว่าเพชรดูขาว คล้ายพระจันทร์ และที่เกี่ยวกับพระอาทิตย์นั้น ก็เพราะความสุกสว่าง ความแข็ง และคุณค่าของเพชรนั่นเอง บางวัฒนธรรม ก็เชื่อมความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน ระหว่างดวงอาทิตย์ กับดวงจันทร์ (เป็นสัญลักษณ์ของชาย กับหญิงตามลำดับ) เข้าด้วยกัน ดังนั้นเครื่องประดับ ที่ใช้เพชร และไข่มุกร่วมกัน จึงเป็นที่นิยมโดยทั่วไป

เพชรก็เกี่ยวข้อง กับพุทธศาสนาเช่นกัน พระคัมภีร์เล่มหนึ่ง อันถือว่าเป็นสิ่งพิมพ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกนั้น มีชื่อว่า "ประสูติเพชร" และคำว่า "เพชร" ในภาษาสันสกฤตนั้น หมายถึง จิตอันสมบูรณ์ ความมีสติ และความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ชื่อเสียงของพระคัมภีร์เล่มนี้ อยู่ตรงที่ว่าเป็นคัมภีร์ที่เข้าถึงได้ยากที่สุด

สำหรับชาวคริสเตียนแล้ว เพชรคือสัญลักษณ์ของพระคริสต์ และอาณาจักรแห่งสรวงสวรรค์


เพชรกับความรักนั้น ก็มีความสัมพันธ์ต่อกันมาช้านานแล้ว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะคำว่า "เพชร" (Diamond) ซึ่งมีที่มาจากคำว่า "ดีอามานเต" (Diamante) ในภาษาอิตาลี นั้น จะคล้ายคลึงกับคำว่า "รัก" ในหลายๆ ภาษา อย่างเช่น "อามู" (Amour) ในภาษาฝรั่งเศส "อามอเร" (Amour) ในภาษาอิตาลี และ "อามอร์" (Amor) ในภาษาสเปน

การหมั้นหมาย คู่รักด้วยแหวนเพชรนั้น ได้กลายเป็นประเพณีที่ถือปฏิบัติกัน มาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เหตุที่จะต้องเป็นเพชรนั้น ก็เพราะคำว่า "เพชร" สามารถใช้แทนคำว่า "รัก" ได้ และที่จะต้องเป็นแหวน ไม่ใช่สร้อยคอ ไม่ใช่เข็มกลัด หรือเครื่องประดับประเภทอื่นๆ นั้น เป็นเพราะว่ารูปวงแหวนนั้น คือสัญลักษณ์ ของนิรันดร์กาล และ การสวมแหวนให้แก่กัน จะหมายถึง คำมั่นสัญญา ฉะนั้น การสวมแหวนเพชรให้คนรัก จึงมีความหมายว่า ฉันสัญญาว่า จะรักเธอชั่วนิรันดร์


เครื่องประดับเพชรนั้น จะเปรียบไปก็เสมือนเป็นสัญลักษณ์หนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงฐานะทางสังคม ของผู้สวมใส่เลยทีเดียว ทั้งนี้หมายความว่า ที่เรียกว่าเครื่องประดับนั้น คงมิใช่มีได้เพียงเพื่อประดับกายอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงฐานะการเงิน ของผู้สวมใส่อีกด้วย และก็กลายเป็นค่านิยมไปโดยปริยาย

 

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net