Custom Search

Patchra
20-10-2017 20:21
2453
Online: 2 user(s)
มรกตแช่น้ำมัน

มรกตแช่น้ำมัน

emerald28.jpg (10849 bytes)
มนุษย์เราได้พัฒนาเทคนิคต่างๆ ขึ้น เพื่อใช้ในการปรับปรุง แก้ไขลักษณะของพลอย เพื่อให้ได้พลอยที่สวยงามกว่า วิธีการแช่น้ำมัน สำหรับพลอยนั้น ถูกบันทึกไว้ครั้งแรก ในสมัยกรีก ด้วยความคิดง่ายๆ คือ รอยแตกของพลอย ที่มีอากาศอยู่ภายใน ย่อมจะมองเห็นได้ชัดกว่า รอยแตกที่ใช้น้ำมัน ซึ่งมีความโปร่งใส เป็นตัวประสาน การใส่สาร แปลกปลอมลงไป ในรอยแตกไม่ได้ช่วยส่งเสริม ให้ระดับความบริสุทธิ์ ของพลอยดูดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้พลอย มีสีสันสวยงามยิ่งขึ้นอีก

การแช่น้ำมัน มีน้ำมันหลากหลายชนิด ที่สามารถนำมาใช้ได้ กับมรกต และในเมืองไทยนิยมใช้น้ำมันสนที่มี สีเกือบ ไร้สี กันอย่างกว้างขวาง และบริษัทต่างๆ ก็นิยมใข้วิธีที่ต่างกันออกไป

emerald28.jpg (10849 bytes)


กรรมวิธีการปรับปรุง

การทำความสะอาดพลอย โดยทั่วไปแล้ว มรกตจะถูกแช่ในแอลกอฮอล์ จากนั้นก็นำไปต้ม และปล่อยให้เย็นตัวลง อย่างช้าๆ การใช้ความร้อน แล้วปล่อยให้เย็น ตัวลงนี้ ต้องทำซ้ำๆ กันหลายครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่มีน้ำมันตกค้างอยู่ เพราะน้ำมันที่ตกค้างอยู่นั้น จะทำปฏิกิริยากับกรด ที่จะใช้ร่วมในขั้นต่อไป และจะทำให้ เกิดคราบสีน้ำตาลถาวร

การใช้กรดกับพลอย ขั้นตอนนี้มรกตจะถูกแช่ในน้ำกรด ที่ผสมแล้วเพื่อที่จะกำจัดผง หรือคราบส่วนเกิน ที่เกิดจากการเจียระไน หรือการขัดเงาพลอย ในบางกรณีวิธีนี้ จะต้องอยู่ภายใต้แรงดัน และความร้อนต่ำ

 
 
emerald29.jpg (8374 bytes)
 

การกำจัดกรด ออกจากพลอย ปัจจุบันนี้มรกตจะถูกแช่ในน้ำ หรือสารละลายก่อน แล้วจึงนำไปต้ม เพื่อกำจัดกรด ที่ค้างอยู่ข้างในพลอยออก หลังจากที่ พลอยเย็นตัวลง ก็จะถูกนำไปเข้าเครื่องอุลตร้าโซนิค ทำความสะอาด โดยใช้เวลาไม่นาน ก่อนที่จะนำไปล้าง แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง

การแช่น้ำมัน เราสามารถเริ่มต้น จากการเลือกน้ำมันที่ต้องการใช้ โดยพิจารณาตั้งแต่ น้ำมันเครื่อง จนถึงน้ำมัน ที่สกัดจาก แร่ธาตุ แต่ก็มักจะใช้น้ำมันสน เพราะไม่แพง และให้ค่าดัชนีหักเหของแสงประมาณ 1.515 ซึ่งถึงแม้ว่า จะให้ค่าต่ำกว่า ค่าดัชนีหักเหของแสง ของมรกตแท้ คือ 1.577 - 1.583 ก็ตาม แต่ก็นับว่าน้ำมันสน มีค่าใกล้เคียงที่สุด และไม่สามารถ สังเกตเห็นได้ จากในพลอย พลอยจะถูกให้ความร้อนในน้ำมัน โดยการต้ม หรืออบ โดยอาจใช้เวลา ตั้งแต่เป็นชั่วโมง จนถึงเป็นวัน โดยใช้ระบบสูญญากาศ หรือระบบความดัน ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพ ของพลอยที่เรา ต้องการให้เป็นในแต่ละครั้ง ของการปรับปรุง

การทำความสะอาด ในขั้นตอนสุดท้าย มรกตจะถูกล้าง เพื่อกำจัดน้ำมันที่เกาะอยู่ออกไป ให้ใช้ผ้าแห้ง ในการทำความสะอาด และเช็คมรกต จนกว่าจะมั่นใจว่ามรกตให้แสงที่สวย และไม่มีคราบน้ำมัน เกาะอยู่บนผิว


เทคนิค และข้อบ่งชี้ของมรกตอาบน้ำมัน

การใช้แสงฟลูออเรสเซ้นท์ เมื่อนำมรกต ที่ผ่านการแช่น้ำมัน ได้ตรวจด้วยรังสีอุลตราไวโอเลตชนิดคลื่นยาว มักจะให้สีเหลืองอ่อนๆ ตรงบริเวณรอยแตก ที่ใส่น้ำมันเข้าไป และจะเห็นได้ชัดเมื่อมองผ่านกล้องไมโครสโคป

การตรวจด้วยกล้องไมโครสโคป เมื่อตรวจด้วยกล้องไมโครสโคป ให้ใช้แสงจากด้านข้าง ของตัวกล้อง ร่วมกับแสงไฟเบอร์ออพติค เพื่อให้เกิดแสงแบบ ทแยงตั้งฉากกัน จะสังเกตเห็นแสงคล้ายเฟลช ถ้าสังเกตอย่างรอบคอบ บนผิวของมรกต ที่มีรอยแตก ก็อาจจะพบคราบน้ำมัน ที่แห้งเกาะเป็นคราบ ติดผิวของมรกตได้

 

การใช้ความร้อน
ถ้าใช้ความร้อนเป็นตัวทดสอบ และนำเข้าไปใกล้พอ ที่จะสามารถกระจายความร้อน ไปถึงรอยแตกได้ ก็จะมีน้ำมันค่อยๆ ไหลออกมา หรือถ้าใช้ไฟจากกล้องไมโครสโคป ส่องเป็นเวลานานพอสมควร ก็จะเห็นว่ามีน้ำมันไหลออกมาเช่นกัน

การตรวจโดยใช้กล้องรามันไมโครสโคป เราใช้กล้องชนิดนี้ หาตำแหน่งของน้ำมัน โดยการฉายแสงเลเซอร์ ผ่านเข้าไปในมรกต น้ำมันที่ไหลออกมาจากรอยแตก หรือน้ำมันที่อยู่ในรอยแตก จะถูกบันทึกเป็นสเปคตรัม กล้องชนิดนี้ จะใช้ระบบสั่นสะเทือนของแต่ละโมเลกุลของธาตุ ซึ่งจะแตกต่างกันออกไปเมื่อถูกกระตุ้นด้วยแสง ในแต่ละจุดของน้ำมัน บ่งบอกถึงสเปคตรัมที่เรียกว่า สเปคตรัมชนิดลายนิ้วมือ กล้องชนิดนี้ ยังบอกได้ถึงน้ำมัน ที่มีอยู่ในมรกตในขณะนั้น และสามารถบอกถึงชนิดของน้ำมันที่ใช้ได้ด้วย

สารเรซิน

ในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นระยะเวลา ที่เริ่มมีวิธีการปรับปรุงคุณภาพชนิดใหม่ เกิดขึ้นมาแทนวิธีดั้งเดิม คือมีการใช้ สารประเภทเรซิน ใส่ลงไปบนผิวของมรกต ที่จะอุดไว้ เมื่อสิ้นสุดปีทศวรรษ 1980 ได้มีห้องทดลอง หลายแห่ง ด้วยกัน เสนอบริการนี้แก่ลูกค้า และมีการใช้สารประเภทเรซิน ซึ่งมีอยู่มากมาย ในตลาด และที่เป็นที่นิยมกันมากคือ ยี่ห้ออ๊อพติคอน (OPTICON) ซึ่งมีค่าดัชนีหักเหของแสง (R.I.) อยู่ที่ 1.545 ซึ่งใกล้เคียงกับค่าดัชนีหักเหของแสง ของมรกต คือ 1.577 - 1.583 และอ๊อพติคอนนี้ ใช้ได้ดีกว่าน้ำมัน หรือน้ำมันชนิดอื่นๆ เพราะอ๊อพติคอนนี้ จะทำให้ดูเหมือนว่า รอยแตกนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในมรกต


กรรมวิธีการปรับปรุง

การทำความสะอาด หลังจากที่เจียระไนมรกตแล้ว มรกตจะยังคงมีส่วนผสม ของสารละลายกรดไฮโดรคลอริคเกาะอยู่ ให้นำมรกตไปล้างน้ำเปล่า เพื่อกำจัด สิ่งที่ตกค้างจากการเจียระไน และอ๊อพติคอนที่อาจจะใส่ เข้าไปในมรกตก่อนจะนำไปขาย

 
การใส่สาร เพื่อปรับปรุงรอยแตก เช่นเดียวกับ วิธีการแช่น้ำมัน คือ มีหลายเทคนิคที่ใช้ แต่ส่วนใหญ่ จะต้องใช้ ความร้อน ความดัน หรือสูญญากาศ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ความพอใจของผู้ทำ แต่วิธีขั้นพื้นฐาน คือ ให้นำมรกตไปแช่ ในอ๊อพติคอน และให้ปรับอุณหภูมิประมาณ 95 องศาเซลเซียส โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 24 ช.ม. ให้ยาง ในสารประเภทเรซินนี้ ไหลเข้าไปในรอยแตก จากนั้น ให้นำมรกต ออกจากแหล่งความร้อนนั้น และปล่อยให้เย็นตัวลง อย่างช้าๆ ในอุณหภูมิห้อง จากตรงนี้ สารที่ใช้เร่งปฏิกิริยา กับสารประเภทเรซิน ที่แทรกลงบนผิวของมรกต และทำให้แข็งตัวมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากสารประเภทเรซิน จะเริ่มแข็งตัวในเวลาประมาณ 10 นาที ดังนั้นจึงควรใช ้สารประเภทเรซินนี้ กับมรกตคราวละน้อยๆ เม็ด


การทำความสะอาดขั้นสุดท้าย และการตรวจสอบ

ให้นำมรกต ไปล้างในน้ำสบู่อ่อนๆ จากนั้นเทน้ำออก แล้วปล่อยไว้ให้แห้ง มรกตจะถูกตรวจสอบอีกครั้ง ถ้าพบว่ามีรอยกระเทาะ ที่สามารถขยายออกไปรอบๆ รอยแตก ระหว่างการใช้ความร้อน มรกตที่เกิดรอยกระเทาะ จะต้องส่งไปเจียระไนใหม่ ก่อนที่จะนำมาทำความสะอาด และเติมสารประเภทเรซิน ในคราวต่อไป

เทคนิคการตรวจสอบ ทำได้ด้วยวิธีการต่อไปนี้

การตรวจสอบด้วยแสงอุลตราไวโอเลต จะให้สีขาวด้านอ่อนๆ ถึงสีขาวอมฟ้า เมื่อตรวจสอบด้วยแสง อุลตราไวโอเลต ชนิดคลื่นความถี่ยาว และจะดูดกลืน กับรังสีอุลตราไวโอเลต ชนิดคลื่นความถี่สั้น

กล้องไมโครสโคป ใช้แสงสะท้อนสีขาว (Refleted Light) จากกล้องไมโครสโคป ตรวจบริเวณผิว มรกต ซึ่งตรวจหารอยแตก ที่ขยายขึ้นมานั้น จะมีลักษณะพื้นผิว เมื่อสังเกตเห็นรอยแตก ก็จะพบว่า บริเวณรอบๆ รอยแตกนั้น มีฟองอากาศเกิดขึ้น หรือบางครั้งจะเห็นเป็นกลุ่มหมอกบ่อยครั้ง เมื่อสาร ประเภทเรซินถูกใส่ลงไป ในรอยแตก โครงสร้างภายในของมรกต จะมีลักษณะคล้ายคลึง กับไอความร้อน (Heat Wave Effect) เกิดขึ้น และมีฟองอากาศเกิดขึ้น ติดอยู่ในรอยแตกนั้น และมักจะพบว่าบริเวณกลุ่มหมอกนั้น จะมีพื้นผิวคล้าย กับรอยแตกเว้า ซึ่งเป็นผลให้เกิดรอยแตก ขยายจากพื้นผิวมรกตภายนอก เข้าสู่ภายในกลุ่มหมอกนี้ ปรากฏเป็นส่วนผสมของสารประเภทเรซิน และสารเร่งปฏิกิริยา


ขั้นตอนต่อมา ให้ปรับกล้องไมโครสโคป เพื่อส่องดูมรกตด้วยไฟสีเหลือง ทะลุผ่าน และให้แน่ใจว่าได้ใช้แสงที่สว่างที่สุด ส่องในบริเวณ ที่ต้องการ จะตรวจสอบ จากนั้นให้จัดมรกตทำมุม 45 องศา กับรอยแตก ในชั้นที่มีรอยแตก และใส่สารประเภทเรซินลงไป จะเกิดแสงแฟล็ช เห็นเป็นสีส้ม ในบริเวณนั้น เมื่อพลิกพลอยไปมา เพื่อที่จะมองหาชั้น ที่ขนานไปกับรอยแตก และถูกเติมสารประเภทเรซินลงไป จะเห็นแสงแฟล็ชสีฟ้า ซึ่งเรียกว่า การเกิดแสงแฟล็ช สีส้ม สลับสีฟ้า ซึ่งสามารถบอกได้ว่า มรกตเม็ดนั้นๆ ถูกเติมสารเรซินลงไป
 
 
 
 

การใช้กล้องรามันไมโครสโคป กล้องนี้ช่วยในการตรวจหา มรกตที่ใส่สารประเภทเรซิน และกล้องนี้ ยังสามารถแปลค่าของสเปคตรัมได้ เมื่อพบว่า มรกตเม็ดนั้นๆ ใช้สารประเภทเรซินชนิดใด ถ้าใส่สารประเภทน้ำ ลงไปสเปคตรัมของกล้องรามันไมโครสโคป ก็จะให้ค่าออกมาเป็น รอยนิ้วมือ (Fingerprint)
emerald45.jpg (11851 bytes)


ข้อเปรียบระหว่างน้ำมัน กับสารประเภทเรซิน

การปรับปรุงคุณภาพ และความสะอาดของพลอย สารประเภทเรซิน แบบอ๊อพติคอน จะมีค่าดัชนีหักเหของแสง (R.I.) ที่ 1.545 ซึ่งให้ประโยชน์มากกว่า การใช้น้ำมันสน ซึ่งมีค่าดัชนีหักเหของแสง (R.I.) ที่ 1.515 เพราะว่ามีค่าใกล้เคียง กับค่าดัชนีหักเหของแสง ในมรกต คือ 1.577 - 1.583 และทำให้ดูเหมือนว่า รอยแตกในมรกตนั้นหายไป

ความคงทน
ยังคงเป็นคำถามกันอยู่ จนถึงปัจจุบันว่า มรกตที่มีการปรับปรุงรอยแตกนั้น จะมีความคงทน ต่อการทำความสะอาด การซ่อมตัวเรือน และการเจียระไนใหม่หรือไม่


การทำความสะอาด มรกตที่รับการปรับปรุง ด้วยการใส่สารเรซินชนิดอ๊อพติคอนนั้น จะไม่ทำปฏิกิริยากับ การล้างทำความสะอาดด้วยระบบอุลตราโซนิค ซึ่งจะดีกว่ามรกต ที่ปรับปรุงสี ด้วยการใส่น้ำมัน เพราะมรกตที่ใส่สารประเภทเรซินอ๊อพติคอนนั้น จะถูกปิดด้วยสารเร่งปฏิกิริยา ซึ่งจะทำให้เกิดความแข็ง บริเวณพื้นผิวของมรกต และไม่ถูกล้างออกได้ง่ายๆ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่า มรกตทุกเม็ดที่ใช้สารเรซินอ๊อพติคอน จะผ่านขบวนการ ใส่สารเร่งปฏิกิริยา ในกรณีนี้ จึงอาจเกิดมีสารประเภทเรซิน ไหลออกมาได้ จากการทำความสะอาด ด้วยระบบอุลตราโซนิค
 
 
 
 

การซ่อมตัวเรือน
การซ่อมตัวเรือนของมรกต บางครั้งต้องเกี่ยวข้องกับการใช้อุณหภูมิสูง ดังนั้น มรกตที่มีการใส่น้ำมัน หรือสารประเภทเรซิน ในการปรับปรุง ก็ทำให้เกิดสิ่งแปลกปลอม ในมรกตนั้น ไหลออกมาบนผิวของมรกต และก่อให้เกิด คราบสีน้ำตาลทิ้งไว้ มรกตที่มีการใส่สารเรซินอ๊อพติคอนสามารถแตกได้เมื่อถูกความร้อน

การเจียระไนใหม่ มรกตเกือบทุกเม็ด สามารถเกิดการแตกได้ ในระหว่างการเจียระไน โดยเฉพาะมรกต ที่ใส่สารเรซิน อ๊อพติคอนนั้น จะมีโอกาสแตกระหว่างการเจียระไน สูงกว่ามรกตที่ใส่น้ำมัน เนื่องจากสารเร่งปฏิกิริยา ที่ฉาบลงบนพื้นผิว ของมรกตนั้น มีความแข็ง ดังนั้นจึงทำให้เกิดความหนา เป็นเกราะขึ้นบริเวณพื้นผิวของมรกต ในการเจียระไนใหม่นั้น มรกตจะถูกให้ความร้อน ระหว่างการเจียระไน และเมื่อสารประเภทเรซิน ซึ่งอยู่ในรอยแตกนั้น ถูกความร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะเริ่มขยายตัวออก และเกิดความดันขึ้นในมรกต สิ่งทิ่เกิดขึ้น คือสารเร่งปฏิกิริยา ที่เคลือบอยู่ภายนอกของมรกตนั้น ละลายออกไป หรือไม่มรกตก็สามารถแตกได้


บทสรุป
ดูเหมือนว่าสารเรซินอ๊อพติคอน หรือสารเรซินชนิดอื่นๆ นั้น มีประโยชน์อยู่บ้าง ในการปรับปรุงรอยแตกในมรกต เพราะค่าดัชนีหักเหของแสง ในสารเรซิน อ๊อพติคอนนั้น มีค่าใกล้เคียงกับค่าดัชนีหักเหของแสง ในมรกต ซึ่งทำให้รอยแตกนั้น ดูราวกับว่าหายไป แต่เมื่อพิจารณาถึงความคงทน ของการปรับปรุง ในทั้ง 2 วิธีนี้ ดูเหมือนว่าการใช้สารเรซิน อ๊อพติคอนจะเป็นวิธีการที่ดีกว่านิดหน่อยคือ สารเรซินอ๊อพติคอน จะทำให้เกิดความแข็งขึ้น บนพื้นผิวของมรกต และของเหลวนี้ ก็คงอยู่ในมรกตตลอด ระหว่างที่เราทำความสะอาดมรกต

 
 
 
 

 

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net