Custom Search

Patchra
17-08-2017 09:35
3257
Online: 2 user(s)
การเผาพลอย และการฉายรังสี

การเผาพลอย และการฉายรังสี

พลอยสีเหลืองที่มีอยู่ตามธรรมชาตินั้นจะมีอยู่อย่างมากมายหลายประเภทด้วยกัน แต่ประเภทที่มีความคล้ายคลึงกันมากจนอาจเกิดความสับสนได้นั้นจะมีเพียงไม่กี่ชนิด อาทิ ซิทรีน คริโซเบริล เพทายสีเหลืองและบุษราคัม และในจำนวนนี้ดูเหมือนว่าบุษราคัมจะได้รับความนิยมมากที่สุด ราคาก็สูงที่สุดอีกด้วย และมีความแข็งรองลงมาจากเพชร เช่นเดียวกับทับทิม ไพลินและเขียวส่อง ซึ่งต่างก็เป็นสมาชิกในกลุ่มเดียวกันคือคอรันดัม

สีเหลืองของบุษราคัมเองก็จะมีอยู่หลายโทนสี ที่พบเห็นได้บ่อยกว่าเพื่อนจะมีสีออกน้ำตาลอ่อนๆ ไล่ไปจนกระทั่งสีเข้ม ซึ่งถ้ามีสีออกน้ำตาลไม่มากจนเกินไปนักก็อาจเรียกว่า "ซัฟไฟร์สีทอง" (กลุ่มคอรันคัมจะประกอบไปด้วยทับทิมและซัฟไฟร์ ตัวของซัฟไฟร์เองก็จะมีสมาชิกอยู่หลายตัว เช่นไพลิน บุษราคัมและเขียวส่อง) และซัฟไฟร์สีทอง ที่มีสีทองจนเข้มนั้นในสมัยก่อนจะเรียกว่า "โอเรียนทอล โทปาซ" "อิมพีเรียล โทปาซ" หรือ "คิง โทปาซ" ส่วนชนิดที่มีสีเหลืองทองเข้ม และที่มีสีออกส้มด้วยแล้ว จะมีราคาสูงกว่าโทนสีอื่นๆ ทั้งหมด และตามปกติแล้วบุษราคัมสีทองมักจะมีขนาดใหญ่กว่าซัฟไฟร์สีอื่นๆ ชนิดที่มีสีอ่อนกว่าอย่างที่เรียกว่า "สีฟาง" หรือ "สีแชมเปญ" นั้นจะมีคุณค่าน้อยกว่าและไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งนี้เพราะคนส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นโทนสีที่ซีดและทึบจนเกินไป

ที่เราเห็นบุษราคัมเป็นสีเหลืองนั้นเป็นเพราะว่าธาตุเหล็กที่ยังไม่ถูกสันดาป (Fe+3) ที่มีอยู่ในบุษราคัมนั่นเอง อย่างไรก็ตาม การเกิดสีของบุษราคัมในแต่ละแห่ง ก็จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง อย่างเช่นบุษราคัมของไทยและของออสเตรเลียจะเกิดจากธาตุเหล็กเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ในขณะที่สีเหลืองของบุษราคัมจากศรีลังกา มิได้เกิดจากธาตุเหล็กเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเกิดจากการกระตุ้นของสารกัมมันตภาพรังสีตามธรรมชาติอีกด้วยทำให้พลอยจับคลื่นแสงช่วงหนึ่งไว้และปรากฏเป็นสีเหลือง ซึ่งสีเหลืองที่เกิดขึ้นนี้อาจเป็นสีถาวรหรืออาจซีดจางลงได้เมื่อเวลาผ่านไป ส่วนบุษราคัมที่ได้รับการฉายรังสีในห้องปฏิบัติการจะมีสีที่ไม่ถาวรเท่านั้น คือจะซีดลงไปตามกาลเวลา

เหตุที่สีของบุษราคัมจากศรีลังกาแตกต่างไปจากแหล่งอื่นๆ นั้น เป็นเพราะว่าโดยธรรมชาติของมันแล้วจะมีธาตุเหล็กปะปนอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่เหมือนบุษราคัม จากออสเตรเลีย ไทย มอนทานา (สหรัฐอเมริกา) แทนซาเนีย (อัมบา) และเมียนม่า ที่มีธาตุเหล็กปะปนอยู่ค่อนข้างมาก

สำหรับแหล่งบุษราคัมของไทยทั้งหมดนั้น จะอยู่ทางด้านตะวันออก คือ จันทบุรี และตราด นอกจากบ่อพลอยที่จันทบุรีที่รู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แหล่งอื่นๆ อย่างที่บ้านบ่ออีแรม ตรงช่วงต่อระหว่างจันทบุรีและตราดนั้นก็พอจะมีอยู่บ้าง แต่แหล่งที่มีชื่อไม่คุ้นหูนักอย่าง เขาพลอยเวียน และ บางกะจะ จังหวัดจันทบุรีนั้น กลับเป็นแหล่งของบุษราคัม คุณภาพดี โดยเฉพาะที่มีสีเหลืองคล้ายกับสีของเหล้าแม่โขง และซัฟไฟร์สตาร์ดำที่มีสตาร์สีทองด้วยแล้ว ถือว่ามีคุณภาพระดับยอดเยี่ยมเลยทีเดียว นอกจากบุษราคัมแล้ว แหล่งพลอยเหล่านี้ก็ยังมีคอรันดัมชนิดอื่นๆ อีกด้วย

ตามปกติแล้วผลึกบุษราคัมของไทยมักจะบางและปรากฏให้เห็นแถบสีเหลืองและแถบสีเขียวอยู่ด้วย ฉะนั้นพลอยที่เจียระไนแล้วจึงบาง และแถบสีเขียวมักจะปรากฏ อยู่ใต้เหลี่ยมบนสุด และที่ก้นพลอย นอกจากนี้แล้ว ตำหนิเส้นไหมเฮมาไทต์ (สารประกอบของเหล็กออกไซด์) จะปรากฏและจำกัดอยู่ในแถบสีเขียวอีกด้วย เส้นไหมเฮมาไทต์นี้ จะมีสีน้ำตาลและมีลักษณะเป็นรูปเข็มที่มีขนาดสั้นๆ ตัดกันไปมาสามทิศทาง โดยที่รูปเข็มแต่ละอันจะทำมุม 90 องศากับแถบสีเขียว สำหรับตำหนิเส้นไหมรูทิล (สารประกอบไททาเนียม ออกไซด์) ก็จะมีอยู่บ้างประปราย แต่จะมีลักษณะต่างไปจากเฮมาไทต์ คือ จะยาวกว่าและเรียงตัวกันขนานไปกับแถบสี ตำหนิโบฮีไมท์ ก็มักจะปะปนอยู่ด้วยเช่นกัน ส่วนตำหนิขนนกและตำหนิรอยนิ้วมือที่มักจะพบในซัฟไฟร์สีอื่นๆ นั้นแทบจะไม่ปรากฏอยู่ในบุษราคัมเลย

ที่ซัฟไฟร์สตาร์ดำมีสีน้ำตาลเข้มจนถึงดำนั้นก็เนื่องมาจากมีมลทินเส้นไหมเฮมาไทต์อยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าปรากฏอยู่ในไพลิน และเขียวส่องแล้ว ก็จะเห็นเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือดำ และมีสตาร์หกแฉกเป็นสีขาว (จึงได้ชื่อว่า "ซัฟไฟร์สตาร์ดำ" แทนที่จะเป็นไพลินหรือเขียวส่อง ชื่อดังกล่าวอาจสร้างความสับสนได้ว่ามีสตาร์เป็นสีดำ แต่อันที่จริงแล้วควรจะเรียกว่า "ซัฟไฟร์ดำสตาร์" เสียมากกว่าเพราะตัวพลอยมีสีดำ และมีสตาร์ปรากฏอยู่ด้วย แต่สตาร์จะเป็นสีอะไรนั้น ก็น่าจะพ่วงท้ายหลังคำซัฟไฟร์ดำอีกทีหนึ่ง เช่น "ซัฟไฟร์ดำสตาร์ทอง" แทนที่จะเรียกอย่างสับสน และเยิ่นเย้อเช่นในปัจจุบันว่า "ซัฟไฟร์สตาร์ดำที่มีสตาร์สีทอง") แต่ถ้าปรากฏอยู่ในบุษราคัมก็จะเห็นเป็นพลอยสีดำ และมีสตาร์หกแฉก เป็นสีเหลืองทองเข้ม จึงได้ชื่อว่า "ซัฟไฟร์สตาร์ดำที่มีสตาร์สีทอง" และถือว่ามีค่ามากกว่า ซัฟไฟร์สตาร์ชนิดอื่นๆ

ส่วนบุษราคัมจากแหล่งอื่นๆ นั้นถือว่าเป็นรองของไทยทั้งสิ้น บุษราคัมจากออสเตรเลียก็นับว่ามีคุณภาพดี เพราะมีสีเข้ม แต่ก็นับว่าเป็นรองของไทยอยู่บ้าง ซึ่งอาจเป็นเพราะ บุษราคัมจากออสเตรเลียมักมีสีออกไปทางเขียวเล็กน้อยก็ได้ ที่มีสีเข้มก็อาจพบได้บ้างในแถบควีนแลนด์ แต่ก็ไม่บ่อยนัก สำหรับบุษราคัมจากศรีลังกานั้น มักจะมีสีอ่อนจนกระทั่งปานกลาง ที่มีสีเข้มนั้นมีไม่มากนักและไม่มีสีน้ำตาลปนอยู่เลย มักมีขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามทั้งสามแหล่งนี้ถือว่ามีคุณภาพดีกว่าแหล่งอื่นๆ ของโลก ส่วนเมียนม่าไม่ค่อยพบบุษราคัมเท่านักใด จึงไม่ถือว่าเป็นแหล่งสำคัญ

บุษราคัมจากออสเตรเลียนั้นนับได้ว่ามีการเกิดคล้ายคลึงกับ บุษราคัมของไทยเป็นอย่างมาก ฉะนั้นสีสันจึงคล้ายคลึงกันด้วย คือจะมีสีเข้มปานกลางถึงเหลืองเข้ม ต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น ที่บุษราคัมออสเตรเลียจะมีสีออกไปทางเขียว แต่ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป ส่วนบุษราคัมของไทยจะมีสีออกน้ำตาลคล้ายสีของวิสกี้ หรือเหล้าแม่โขง ตำหนิที่พบในบุษราคัมของทั้งสองแหล่งก็คล้ายกันมาก คือ จะมีตำหนิเส้นไหมเฮมาไทต์ปรากฏอยู่ ตำหนิเส้นรูทิลก็จะมีปะปนอยู่บ้าง ตำหนิรูปเข็มโบฮีไมท์ ก็ประปนอยู่ประปรายด้วยเหมือนกัน และตำหนิเหล่านี้จะไม่ฝังตัวอยู่ลึกนักแต่จะปรากฏอยู่ใต้ผิวพลอย

ในสมัยก่อน บุษราคัมสีเข้มจากศรีลังกาก็พอจะมีอยู่บ้าง แต่ในช่วงหลังนี้ คือตั้งแต่ปี 2524 เป็นต้นมา บุษราคัมสีเข้มที่มีถิ่นกำเนิดจากศรีลังกา กลับมีให้เห็นบ่อยกว่าที่เคยเป็นสร้างความคลางแคลงใจ ให้กับตลาดค้าอัญมณีเป็นอย่างมาก บางคนสงสัยว่าพบแหล่งบุษราคัมใหม่ในศรีลังกาหรืออย่างไร บางคนก็คาดเดาได้ อย่างแม่นยำว่า บุษราคัมสีเข้มจากศรีลังกาส่วนใหญ่คงผ่านการเผามาก่อนแล้ว

ก่อนที่จะมีการค้นพบกรรมวิธีการเผานั้น ราคาของบุษราคัมในประเทศเราค่อนข้างจะสูงลิ่วทีเดียว แต่หลังจากการเผาบุษราคัมประสบความสำเร็จแล้ว ราคาจึงดิ่งฮวบลง เป็นอย่างมาก คือมีราคาลดลงมาจากเดิมถึงสี่เท่าตัว หรือมากกว่านั้น นับได้ว่าเป็นความสำเร็จที่อำนวยผลประโยชน์ให้กับผู้บริโภคค่อนข้างมาก เพราะนอกจากคุณภาพพลอย จะดีขึ้นแล้ว แถมราคาก็ยังจะถูกลงกว่าเดิมอีกตั้งหลายเท่าตัว

หลังจากปี 2524 ไม่นานนักวงการค้าอัญมณีก็ต้องทึ่งอีกหน เมื่อทราบว่าผู้ที่ค้นพบเคล็ดลับการเผาบุษราคัมมิใช่ชาวต่างชาติที่ไหน แต่กลับเป็นคนไทยอีกเช่นเคย และปฏิบัติการเผาพลอยก็ดำเนินอยู่ที่กรุงเทพฯ ทั้งสิ้น ที่น่ายกย่องก็ตรงที่พ่อค้าพลอยคนไทย สามารถเล็งเห็นผลประโยชน์ที่จะได้รับจาก การเผาซัฟไฟร์คุณภาพต่ำ ราคาถูก จากศรีลังกา

ซัฟไฟร์คุณภาพต่ำจากศรีลังกานั้นจะขุ่น สีซีดและมีอยู่หลายสี เช่น ขาว เหลือง ฟ้า หรือชมพู ซึ่งเมื่อนำสีขาวและเหลืองอ่อนมาเผาที่อุณหภูมิ 1,600-1,900 องศาเซลเซียส ในสภาพที่มีออกซิเจนแล้วก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม หรือเหลืองทองได้ ส่วนสีชมพูนั้น เมื่อเผาแล้วจะได้สีส้ม และสีฟ้าก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน เหตุที่การเผาทำให้บุษราคัมมีสีเหลืองเข้มได้ เป็นเพราะว่าธาตุเหล็กทีปะปนประปรายอยู่ในบุษราคัมศรีลังกานั้น จะรวมตัวกับธาตุออกซิเจนกลายเป็นมลทินเฮมาไทต์ ซึ่งถ้ามีปริมาณมากพอก็จะทำให้บุษราคัมมีสีเหลืองเข้ม หรือเหลืองทอง ทว่าบุษราคัมสีเข้มที่ได้กลับจะขุ่นลงบ้างเนื่องจากมลทินเฮมาไทต์ที่ก่อตัวขึ้นนั่นเอง

นอกจากนำมาเผาได้แล้ว บุษราคัมศรีลังกาก็ยังสามารถนำมาฉายรังสีให้มีสีเข้มขึ้นได้อีกด้วย และก็นับว่าเป็นบุษราคัมแหล่งเดียวเท่านั้นที่ตอบสนองต่อการฉายรังสีได้ ส่วนบุษราคัมจากแหล่งอื่นจะไม่สามารถตอบสนองต่อการฉายรังสี ทั้งนี้เพราะบุษราคัมจากแหล่งอื่นนั้นปราศจากอะตอมโมเลกุล หรือมลทินบางอย่างที่จำเป็น และเอื้ออำนวยต่อการเปลี่ยนสีให้เข้มขึ้น เมื่อถูกกระตุ้นจากรังสี ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือเกิดขึ้นจากฝีมือนักวิจัยในห้องทดลอง

จากผลการวิจัยหลายๆ ชิ้นที่ผ่านมาพอสรุปได้ว่า สีเหลืองเข้มของบุษราคัมที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ จากสารกัมมันตภาพรังสีในปริมาณเล็กน้อยนั้น อาจเป็นสีถาวร หรือไม่ถาวรก็ได้ ที่ไม่ถาวรนั้นจะมีสีซีดจางลงเองได้ในทันที ที่นำขึ้นมาจากเหมือง หรือในกรณีของการสวมใส่ปกติธรรมดา หรือเมื่อได้รับแสง หรือความร้อนจากการเผา จากการทดลองของนักวิจัยกลุ่มหนึ่ง พบว่าหากนำบุษราคัมประเภทที่มีสีไม่ถาวรมาเผา ที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียสแล้ว สีของบุษราคัมจะซีดลง อย่างไรก็ดี ประเภทที่มีสีถาวรนั้น หากนำมาทดลองเผาที่อุณหภูมิสูงถึง 500 องศาเซลเซียส หรือมากกว่า จึงจะทำให้สีจางลงได้ แต่การสวมใส่ปกติธรรมดาจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสีเกิดขึ้นเลย

จากการทดลองเดียวกันนี้ นักวิจัยยังได้คำตอบเพิ่มเติมอีกว่า ถ้านำบุษราคัมทั้งสองประเภทที่มีสีซีดลงจากการเผามาฉายรังสีแล้ว ทั้งสองประเภทจะมีสีเข้มขึ้นอีกครั้ง คือจะมีสีเหลืองเข้มออกน้ำตาลนิดหน่อย แต่ท้ายที่สุดแล้วประเภทที่มีสีไม่ถาวร ก็จะเปลี่ยนกลับไปเป็นสีเหลืองอ่อนดังเดิมอีก แต่ประเภทที่มีสีถาวร จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของสีเกิดขึ้นอีก

เช่นเดียวกับสมาชิกทุกตัวในกลุ่มคอรันดัม บุษราคัมที่พบอยู่ตามแหล่งค้าอัญมณี ก็เป็นหนึ่งในจำพวกนั้นที่ต่างก็ผ่านการเผามาแล้ว เคยมีผู้ประเมินว่า 90% ของคอรันดัมในตลาดค้าอัญมณีเป็นพลอยเผาแทบทั้งสิ้น และก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ส่วนบุษราคัมฉายรังสีนั้นพอจะมีอยู่บ้างในตลาดค้าอัญมณี แต่ก็มีเพียงจำนวนน้อยเท่านั้น และไม่เป็นอันตรายหากนำมาสวมใส่ เพราะปริมาณสารกัมมันตภาพรังสีที่นำมาฉายนั้นมีปริมาณน้อยมาก

 

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net