Custom Search

Patchra
20-10-2017 20:31
2506
Online: 8 user(s)
การปรับปรุงสีและความสะอาดของพลอย

การปรับปรุงสี และความสะอาดของพลอย

การปรับปรุงสี และความสะอาดของพลอยเป็นสิ่งที่คนเราพยายามทำมานับได้นานหลายร้อยปี ประวัติศาสตร์บอกเราว่าการเผาพลอยเริ่มมาตั้งแต่สมัยกรีก และโรมัน

กระบวนการแรกที่จะกล่าวถึงคือ การเผาพลอย เป็นเทคนิคที่ฟังดูง่ายแต่เมื่อปฏิบัติจริงแล้วค่อนข้างซับซ้อนกว่าที่หลายๆ คนคิด เพราะต้องมีแฟกเตอร์หลายประการ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น คุณภาพต้องถึงจุดที่เหมาะสมของระยะเวลาการเผาว่าจะนานแค่ไหน อัตราเร็วของการเพิ่มหรือลดอุณหภูมิระหว่างการเผา รวมทั้งระยะเวลาที่พักช่วง ระหว่างการลดอุณหภูมิบรรยากาศในการเผา ว่าเป็นแบบออกซิไดซิ่ง หรือรีดิวซิ่ง สารอื่นๆ ที่ห่อหุ้มพลอยในระหว่างการเผา

การเผาทับทิมมองชู

เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าคนไทยมีฝีมือในการเผาทับทิมและไพลินอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก เมื่อทับทิมมองชูออกสู่ตลาดเซียนเผาพลอย ก็ได้สนุกกันเต็มที่ เพราะทับทิมมองชูเกือบ 100% ต้องนำมาเผาก่อนเพื่อกำจัดหย่อมสีน้ำเงินแกมม่วงภายในพลอยดิบ นักเผาพลอยที่ชำนาญจะสามารถทราบได้ จากลักษณะหย่อมสี ว่าควรเผาโดยสภาวะอย่างไร นานแค่ไหนจึงจะได้ผลดีที่สุด

ระหว่างการเผา ทับทิมจะถูกห่อหุ้มไว้ด้วยสารประเภทแก้ว ทำให้ผลพลอยได้คือ สารนี้จะหลอมละลายเข้าไปอุดรอยแตกของผิวทับทิม เมื่อเจียระไนแล้ว ร่องรอยการอุดนี้ อาจยังหลงเหลือให้เห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือใช้แว่นขยายขนาด 10 เท่า เพราะแก้วมีความวาวต่างจากทับทิม โดยปกติช่างเจียระไนจะขัดเอาร่องรอย การอุดบนหน้าพลอยออกจนหมด แต่ตรงบริเวณก้นพลอยจะยังคงเอาไว้ ร่องรอยดังกล่าวนี้จะแตกต่างจากการจงใจอุดรอยแตกซึ่งเกิดบนผิวหน้าแทรกลึกลงไปในเนื้อพลอย รอยแตกนี้โดยปกติจะมีอากาศอยู่ภายใน อากาศมีการหักเหแสงต่างจากพลอยมาก ทำให้มองเห็นรอยแตกได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า เมื่อเราใช้วัสดุประเภทแก้ว ซึ่งมีค่าการหักเหแสงใกล้เคียงกับพลอยเข้าไปอุดรอยแตก ความเด่นชัดของรอยแตกจะลดลง

ปัญหาในการตรวจสอบทับทิมมองชูที่ห้องแลปต่างๆทั่วโลกประสบอยู่ก็คือ ลักษณะตำหนิภายในของทับทิมมองชูที่ไปคล้ายกับตำหนิทับทิมสงเคราะห์แบบฟลักซ์เป็นอย่างมาก ทำให้เกิดการผิดพลาดในการตรวจสอบอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันผ่านการเผามาแล้ว ตำหนิภายในของมัน จะเหมือนกันทุกประการ กับตำหนิทับทิมสังเคราะห์แบบคาชาน ซึ่งผ่านการเผามาแล้วเช่นกัน ตอนนี้ทับทิมสังเคราะห์แบบดาชานกำลังระบาดมากในตลาดการชื้อขายทับทิมในกรุงเทพฯ

ไพลินซ่านสี

เทคนิคการปรับปรุงสีของไพลินซึ่งใช้ได้ผลดีเยี่ยม คือ การนำไพลินธรรมชาติสีอ่อนมาเผา โดยมีสารประกอบอะลูมิเนียมออกไซด์ห่อหุ้มอยู่ภายนอก สารประกอบนี้ จะแทรกตัวเข้าไปบนผิวหน้าของไพลิน ทำให้เป็นสีน้ำเงินสวย การเผาต้องใช้อุณหภูมิ 1800 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 200 ชั่วโมง พลอยที่ซ่านสีแล้วเมื่อนำมาเจียระไน ผิวหน้าพลอยบางส่วนถูกเฉือนออกไปทำให้บริเวณผิวพลอยมีสีจ้าง-เข้ม สลับกันเป็นหย่อมๆ สีเข้มจะเห็นชัดบริเวณแนวเส้นขอบพลอยและเหลี่ยมพลอย ลักษณะเช่นนี้ ไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่จะเห็นได้เมื่อจุ่มพลอยในเมทิลีนไอโอไดด์ ซึ่งเป็นของเหลวที่มีค่าการหักเหแสงสูงกว่าไพลิน โชคดีที่พลอยซ่านสีเหล่านี้ มีลักษณะพิเศษเห็นได้ชัดเจน การตรวจสอบทำได้ง่าย แลปต่างๆจึงไม่มีปัญหาในการวิเคราะห์พลอยชนิดนี้

พลอยสตาร์ซ่านสี

ในวิธีนี้ ผู้ผลิตจะเลือกทับทิมหรือไพลินสีสวยอยู่แล้วนำมาโกลนขึ้นรูปคร่าวๆ เสร็จแล้วจึงนำไปฝังในครูชิงบิล ซึ่งภายในบรรจุผงไทเทเนียมและอะลูมิเนียมออกไซด์ นำเข้าเตาเผาที่อุณหภูมิประมาณ 1,300 องศาเซลเซียส ประมาณ 4 ชั่วโมง นำพลอยที่ได้มาเจียระไนอีกครั้ง ชั้นสตาร์จะมีความหนาแค่ 0.01 ถึง 0.25 มิลลิเมตร การเจียระไนจึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้ชั้นสตาร์นี้ถูกขัดออกไปหมด ลักษณะสังเกตของพลอยสตาร์ซ่านสีก็คือ สตาร์ของมันจะสวยมากผิดปกติ ขาสตาร์จะตรงและยาวตัดกันเป็นมุมชัดเจน บริเวณสตาร์จะเป็นสีออกเทา ไม่ขาวเหมือนสตาร์ธรรมชาติ เมื่อจุ่มในเมทิลีน ไอโอไดด์ บริเวณตำหนิเส้นรูปเข็มรูทิล ซึ่งประกอบกันเป็นสตาร์จะไม่ตัดกันเป็นมุมชัดเจน แต่จะมีลักษณะเรียงกันเป็นวงเหมือนกลุ่มหมอก

หยกอาบน้ำ

หยกโดยทั่วไปจะผ่านการปรับปรุงคุณภาพโดยวิธีการอาบน้ำมันหรือไขมัน ซึ่งเป็นวิธีที่ทำกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ ยุคหลังๆ นี้เมื่อมีการค้นพบพลาสติก จึงมีผู้นำพลาสติก มาเคลือบหยกเพื่อให้มองดูเนื้อดีสีสวย

ประมาณ 10 ปีมานี้กระบวนการใหม่สำหรับปรับปรุงคุณภาพหยกคือ การนำหยกมากัดสีด้วยกรด เพื่อทำลายหย่อมสีน้ำตาลของแร่เหล็ก จากนั้นจึงนำหยกที่ได้ ไปเคลือบพอลิเมอร์ หยกประเภทนี้เรียกว่า หยกอาบน้ำ การตรวจสอบต้องกระทำโดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์ที่เรียกว่า FTIR เพื่อตรวจหาพอลิเมอร์ที่แทรกอยู่ในเนื้อหยก

โดยทั่วไปประมาณ 20% ของหยกที่ผ่านการตรวจสอบตามแลปต่างๆ จะเป็นหยกอาบน้ำ แต่ชิ้นงานประเภทหยกแกะสลักหรือกำไลหยกพบว่า 95% ของที่เข้ามา ตรวจสอบที่แลปเป็นหยกอาบน้ำ นอกจากนี้ยังได้ตรวจพบควอทไซด์ย้อมสีแล้วเคลือบด้วยพอลิเมอร์ เมื่อมองดูภายใต้ไมโครสโคป จะเห็นสีย้อมแทรกตัว อยู่ในเนื้อพลอย อย่างชัดเจน

การอุดเพื่อลบรอยแตกของมรกต

มรกตธรรมชาติมักจะมีตำหนิภายในค่อนข้างมากและมีรอยแตกเต็มไปหมด ทั้งนี้เพราะผลึกมรกตเกิดจากการเย็นตัวลงอย่างรวดเร็วของแร่ที่หลอมละลาย การใช้สารบางอย่าง อุดรอยแตกของมรกตเพื่อเพิ่มความสวยงามจึงเป็นสิ่งที่วงการธุรกิจอัญมณียอมรับ

สมัยก่อนการอุดรอยแตกในมรกตทำโดยใช้น้ำมันต้นซีดาร์และเรซินจากต้นแคนนาดาบอลซัม ปัจจุบันมีสารสังเคราะห์หลายชนิดเข้ามาทำหน้าที่แทนสารธรรมชาติเหล่านี้ ที่นิยมใช้มากเป็นสารที่มีชื่อทางการค้าว่า ออพติคอน

วิธีอุดรอยแตกทำได้ง่ายๆ โดยนำที่มรกตที่เจียระไนแล้วมาทำความสะอาดโดยแช่ในกรดไฮโดรคลอริก แล้วล้างด้วยน้ำ การอัดของเหลวเข้าไปในรอยแตกของมรกต ทำโดยใช้เครื่องมือภายใต้สภาวะความดันต่ำกว่าบรรยากาศ เราอาจลองทำดูโดยนำมรกตใส่ลงในกระบอกเข็มฉีดยาขนาดเล็ก เสียบก้านสูบเข้าไป ดูดออพติคอนเข้าไป ในกระบอกสูบ พอท่วมมรกต นำภาชนะบรรจุออพติคอนออกไป ดึงเข้มออกแล้วปิดจุกให้แน่น ดึงก้านสูบขึ้นเพื่อทำให้เกิดสูญญากาศภายในกระบอกสูบ ออพติคอนจะซึมเข้า แทนที่อากาศในรอยแตกของมรกต นำออกมาทำความสะอาดพร้อมที่ขายได้

ในทางปฏิบัติจริงมรกตจะบรรจุในภาชนะปิดสนิท มีปั๊มทำหน้าที่ดูดอากาศออกจากรอยแตก แล้วใช้ความดันสูงเพื่อดันให้ออพติคอนเคลื่อนที่เข้าไปในรอยแตกได้ลึกมากขึ้น จากนั้นนำมาให้ความร้อนเพื่อลดความหนืดของออพติคอน ทำให้มันแทรกเข้าตามรอยแตกเล็กๆ ได้อย่างทั่วถึง

วิธีการตรวจสอบการอุดมรกต ทำได้โดยนำมรกตมาส่องภายใต้ไมโครสโคป ใช้แสงสะท้อนส่องบนผิวมรกตเพื่อหารอยแตกที่ขึ้นมาถึงผิวหน้า จากนั้นเปลี่ยนแสง เป็นแบบฉากมืด จัดมรกตให้มีแสงสะท้อนเข้าที่เหลี่ยมด้านหลัง ทำให้ฉากหลังสว่าง เมื่อมองในทิศทางตั้งฉากกับรอยแตก จะมองไม่เห็นร่องรอยอะไรเลย แต่ถ้ามองในทิศทาง ขนานกับรอยแตก มันจะสะท้อนแสงเป็นสีเหลืองแกมส้ม ถ้ามองในทิศทางเกือบขนานกับรอยแตกแสงสะท้อนนี้จะเป็นสีน้ำเงิน เวลาเราพลิกมรกตไปมา จะเห็นแสงสะท้อนสีน้ำเงิน-ส้มสลับกัน

การตรวจสอบอีกวิธีหนึ่งทำโดยใช้เข็มร้อนจี้บริเวณใกล้ๆ รอยแตก ถ้าหากที่ผิวหน้าของมรกตไม่มีสารเคลือบผิวของเหลวที่อุดอยู่ในรอยแตกจะไหลซึมออกมา บางครั้งรอยแตกใหญ่มาก และคนที่อุดรอยแตกไม่ชำนาญพออาจมองเห็นฟองอากาศอยู่ในของเหลวที่ใช้อุด

บ่อยครั้งที่จะตรวจพบความขุ่นขาวในรอยแตก เริ่มจากผิวหน้าลึกเข้าไปในเนื้อมรกต คราบขุ่นขาวนี้มีลักษณะแห้งกรัง อาจจะเกิดจากส่วนผสมของเรซิน และสารทำให้เรซินแข็งตัวไม่เหมาะสม

การใช้ออพติคอนอุดรอยแตกในมรกต ให้ผลที่ค่อนข้างดีกว่าใช้น้ำมัน แต่เวลาที่ทำความสะอาดมรกตด้วยเครื่องอุลตราโซนิก ออพติคอนอาจไหลกลับออกมาได้ เวลาทำความสะอาดมรกตจึงต้องระวังให้มาก

 

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net