Custom Search

Patchra
19-08-2017 22:58
4959
Online: 9 user(s)
ทำความรู้จักกับอัญมณี

 

ทำความรู้จักกับอัญมณี

โดยทั่วๆไปแล้วคุณเข้าใจความหมายของคำว่า พลอย หรือ อัญมณี ว่าอย่างไร บางท่านอาจเข้าใจว่า อัญมณี หรือพลอย ก็ได้แก่ พวกเพชร พลอย แต่ไม่ได้รวมไปถึงพวกหิน หรือปะการัง แต่ความจริงแล้ว ถ้าเราจะเรียกหิน หรือแร่ธาตุ อะไรสักอย่าง ว่าเป็นพลอย หรืออัญมณี หิน หรือแร่นั้น จะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ คือ มีความงาม มีความคงทน และหายาก

 
 

ความงาม (Beauty)

ความงามของพลอย หรืออัญมณีจะมีความแตกต่างกัน ออกไป แล้วแต่ชนิดของพลอย หรืออัญมณีนั้นๆ แต่จะมีปัจจัยพื้นฐาน ในการพิจารณา ความงามของมัน ก็คือ สี (Colour) หรือที่เรียกกัน โดยทั่วๆไปว่า "น้ำ" การผ่านแสง (Transparency) ความเป็นประกาย (Brilliance) หรือที่เรียกกันว่า "ไฟ" ความวาวของผิว (Luster) และการกระจายแสง (Dispersion)

 

ความคงทนถาวร (Durabillity)

อัญมณีจะต้องมีความสวยงาม ที่คงทน ไม่เหมือน ดังเช่น ดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่ไม่นาน ก็ร่วงโรย อัญมณี จะต้องมีความแข็ง และเหนียว สามารถคงสภาพเดิมได้ ในสภาวะปกติ และต้องทนทาน ต่อการเปลี่ยนแปลง ของอุณหภูมิ สามารถทนทานต่อปฏิกิริยาเคมีได้ ถ้าหากแร่ชนิดใด ขาดคุณสมบัติในข้อนี้ ก็คงไม่เหมาะนัก ที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องประดับ

 


ความหายาก (Rarity)

ธรรมชาติของมนุษย์ มักจะให้คุณค่าแก่ สิ่งที่หายากอยู่แล้ว อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าอัญมณี จะหายากเพียงใด แต่ก็ต้องมีเพียงพอ ที่จะนำเข้า จำหน่ายในตลาด
และนอกจากคุณสมบัติที่กล่าวมาแล้ว ยังมีตัวแปรอื่นๆ ที่จำกัดความหมายของอัญมณี หรือพลอยได้อีก นั่นก็คือ ความนิยม (Fashion) และสามารถพกพา หรือแลกเป็นเงินตราได้ง่าย (Portabillity)

 
mix02a.jpg (8323 bytes) mix02b.jpg (3829 bytes)
mix02c.jpg (5895 bytes) mix02d.jpg (7009 bytes)
 


อย่างไรจึงเรียกว่า "อัญมณี"

อัญมณีเกิดขึ้น จากสารธรรมชาติ ซึ่งได้แก่ สารอนินทรีย์ สารอินทรีย์ และหิน

สารอนินทรีย์ก็คือ แร่ที่เกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ มีองค์ประกอบทางเคมี และโครงสร้างทางผลึก ที่ตายตัว ส่วนอัญมณี ที่เกิดจาก สารอินทรีย์ ก็คืออัญมณีที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิต เช่น ไข่มุก ปะการัง อำพัน เขี้ยวสิงโตทะเล กระดูกสัตว์ และอัญมณีที่เกิดจากหิน คืออัญมณีที่ประกอบด้วยแร่ตั้งแต่ 2 ชนิด เติบโตขึ้นด้วยกัน และเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ เช่น ลาพิส ลาซูลี

นอกจากอัญมณี จะมีแหล่งกำเนิด มาจากสารธรรมชาติ แล้วอีกแหล่งกำเนิดหนึ่งก็คือ สารสังเคราะห์ ซึ่งเป็นผลผลิต มาจากห้องทดลอง อัญมณีสังเคราะห์ หรือพลอยสังเคราะห์ (หรือที่เรียกกันว่า "พลอยอัด") คือแร่ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา ในห้องทดลอง ให้มีส่วนประกอบทางเคมี กายภาพ และแสง เหมือนแร่ธรรมชาติทุกประการ ยกเว้นวิธี และเวลาในการกำเนิด ยกตัวอย่างเช่น คอรันดัมสังเคราะห์ มรกตสังเคราะห์
และในทางการค้า เรายังจะได้พบกับ พลอยเลียนแบบ (Imitation Stone) ซึ่งก็คือวิธีการนำ พลอยชนิดหนึ่ง ที่มีราคาถูกกว่ามาเลียนแบบ (หรืออีกนัยหนึ่งหลอกขาย) ว่าเป็นพลอยอีกชนิดหนึ่ง ที่มีราคาแพงกว่า ยกตัวอย่างเช่น สปิเนล ใช้เลียนแบบทับทิม, เพชรรัชเซีย ใช้เลียนแบบเพชร ซึ่งนอกจาก จะใช้พลอยธรรมชาติ มาเลียนแบบพลอยธรรมชาติด้วยกันแล้ว บางครั้งก็ยังมีการ นำพลอยสังเคราะห์ มาเลียนแบบพลอยธรรมชาติอีกด้วย
ส่วนในเรื่องคุณสมบัติทางกายภาพ ของพลอย หรืออัญมณีนั้น ได้แก่ ความแข็ง (Hardness) ความเหนียว (Toughness) รอยแตก (Fracture) ค่าดัชนีหักเห (Refractive Index) ค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) ความวาว (Luster) และประกาย (Brilliancy)



 

ความแข็ง

ก็คือความสามารถในการทนทานต่อการขูดขีดเป็นรอย ซึ่งในบรรดาพลอย หรืออัญมณีทั้งหมดนั้น เพชรมีค่าความแข็งมากที่สุด (ค่าความแข็งเท่ากับ 10 ) รองลงมาคือพลอยในตระกูลคอรันดัม (ค่าความแข็งเท่ากับ 9 ) ซึ่งได้แก่ทับทิมและไพลิน และพลอย หรืออัญมณีที่เหมาะในการ นำมาทำเป็น เครื่องประดับ จะต้องมีค่าความแข็งเท่ากับ 7 ขึ้นไป เนื่องจากฝุ่นละอองในอากาศ มีแร่ควอทซ์ปะปนอยู่ และแร่ควอทซ์ก็มีค่าความแข็งเท่ากับ 7 ดังนั้นพลอย ที่มีค่าความแข็งต่ำกว่า 7 ก็อาจเกิดรอยขูดขีดได้ จากฝุ่นละอองในชีวิตประจำวัน จึงไม่เหมาะสม ที่นำมาทำเป็นเครื่องประดับ

รอยแตก

พลอยแต่ละชนิดจะมีรอยแตกอยู่ตามผิว ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ลักษณะ คือ รอยแตกแบบโค้งเว้า หรือก้นหอย (Conchoidal) มักพบในพลอยทั่วไป และในแก้ว รอยแตกแบบเสี้ยนไม้ (Splintery) มีลักษณะ เป็นเส้นใย คล้ายรอยแยกของไม้ เช่น หยก รอยแตก แบบสม่ำเสมอ (Even) มีลักษณะค่อนข้างเรียบ เช่น เฮมาไทท์ และ รอยแตกแบบขรุขระ (Uneven) มีลักษณะ คล้ายรอยแตกของ หิน เช่น ลาพิส ลาซูลี

 

ความเหนียว

คือความทนทานต่อการแตก กระเทาะ หรือหักออก พลอยที่เหนียวมากที่สุด คือหยกไต้หวัน (Nephrite) ซึ่งมีค่าความแข็งเพียง 6 - 6.5 เท่านั้น แต่พลอยที่มี ความเหนียวมากๆ ไม่จำเป็นว่า จะต้องมีความแข็งสูง พลอยที่เหนียว เหมาะแก่การนำมาแกะสลัก ดังนั้น เราจึงมัก จะเห็นหยกแกะสลักอยู่เสมอ

ค่าดัชนีหักเห

คือ อัตราส่วนระหว่าง ความเร็วของแสงในอากาศ ต่อความเร็วของแสงในพลอย มีประโยชน์ในการ ช่วยทดสอบพลอย

ค่าความถ่วงจำเพาะ

คืออัตราส่วนระหว่างน้ำหนักของสสาร ต่อน้ำหนัก ของน้ำในปริมาตรที่เท่ากันที่ 4 องศา พลอยแต่ละชนิด จะมีค่าความถ่วงจำเพาะที่ตายตัว มีประโยชน์ในการ ช่วยทดสอบพลอย







ความวาว

คือจำนวน และคุณภาพของแสง ที่สะท้อนจากผิวพลอย ความวาวจะเกิดขึ้นอยู่กับ การขัดมันที่ผิว ของพลอย ความวาวของพลอย มีอยู่ด้วยกัน 8 ลักษณะ คือ
1. วาวแบบโลหะ (Metallic) มีความวาวสูงมาก เหมือนผิวของโลหะ เช่น เฮมาไทท์ มาร์คาไซท์
2. วาวแบบเพชร (Adamantine) เป็นลักษณะความวาว เฉพาะตัวของเพชร
3. วาวแบบแก้ว (Vitreous) เป็นลักษณะความวาว ของพลอยส่วนใหญ่ เช่น ทับทิม มรกต
4. วาวแบบขี้ผึ้ง (Waxy) มีลักษณะความวาว เหมือนเทียนไข เช่น เทอร์ควอยซ์
5. วาวแบบน้ำมัน (Greasy) มีลักษณะความวาว เหมือนกับทาน้ำมันไว้ที่ผิวพลอย เช่น หยกที่ได้รับ การชักเงาอย่างดี
6. วาวแบบไข่มุก (Pearly) มีลักษณะเหมือนรุ้ง ปรากฏให้เห็น เหมือนบนเปลือกหอยไข่มุก
7. วาวแบบใยไหม (Silky) ได้แก่พลอยที่มีปรากฏการณ์ ตาแมว หรือสาแหรก
8. วาวแบบยาง (Resinous) ดูเหมือนขุ่น และหนืดเหมือนยาง เช่น อำพัน

 

ประกาย

คือจำนวน และคุณภาพของแสง ซึ่งสะท้อนจากพลอย เข้าสู่ตา ปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้เกิดประกาย หรือไฟที่สวยงาม ก็คือการเจียระไน ที่ได้สัดส่วน การผ่านแสงของพลอย และค่าดัชนีหักเห



 

การตรวจสอบ และวิเคราะห์พลอย

พลอยแต่ละชนิด จะมีคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และแสงที่ต่างกัน และคุณสมบัติของพลอยแต่ละชนิดนั้น จะมีค่าตายตัวอยู่เสมอ ดังนั้น คุณสมบัติที่ตายตัวเหล่านี้ มีประโยชน์ในการตรวจสอบ และวิเคราะห์พลอย
ในการตรวจสอบ และวิเคราะห์พลอยนั้น เครื่องมือ อย่างคร่าวๆ ที่สะดวก และรวดเร็วที่สุด ก็คือสายตา ของเรา การสังเกตพลอยด้วยตาเปล่า ที่พึงจะ กระทำได้ ก็คือ สังเกตสี ลักษณะการผ่านแสง

mix10.gif (10370 bytes)

และปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นกับพลอย  (อาจใช้ เครื่องมือลูป เข้าช่วยในการสังเกต)

การดูสีพลอย ควรดูในที่ที่มีแสงสว่างธรรมชาติ หรือแสงประดิษฐ์ที่ใกล้เคียง กับแสงธรรมชาติที่สุด โดยดูสีจากการสะท้อนแสง จากตัวพลอย และจะต้องดูกับพื้นด้านหลังที่เป็นสีขาว
การดูลักษณะการผ่านแสงของพลอยคือ ดูคุณภาพ และปริมาณของแสง ที่สามารถส่องผ่านเนื้อพลอย โดยการใช้แสงส่องผ่าน ซึ่งการผ่านแสงมี 5 ลักษณะ คือ พลอยโปร่งใส (Transparent) พลอยกึ่งโปร่งใส (Semi Transparent) พลอยโปร่งแสง (Translucent) พลอยกึ่งโปร่งแสง (Semi Translucent) และพลอยทึบแสง (Opaque)

 

การสังเกตปรากฏการณ์ ทางธรรมชาติของพลอย

พลอยแต่ละชนิด จะสามารถเกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติได้ 8 ลักษณะ ด้วยกัน ดังนี้
1. ปรากฏการณ์ตาแมว (Chatoyancy) เกิดจากตำหนัรูปเส้นเข็ม ที่อยู่ภายในระนาบเดียวกัน เมื่อแสงสะท้อนผ่าน ทำให้เกิดเส้นพาด ผ่านตัวพลอย 1 เส้น เช่น ไพฑูรย์ตาแมว
2. ปรากฏการณ์สาแหรก (Asterism หรือ Star) เกิดจากตำหน ิรูปเส้นเข็มที่มีมากกว่า 1 ระนาบ เมื่อแสงสะท้อนผ่าน ทำให้เกิดเส้นพาดผ่าน ตัวพลอยมากกว่า 1 เส้น เช่น ทับทิมสตาร์
3. ปรากฏการณ์ (Aventuresence) ซึ่งเกิดจากแผ่น ของธาตุบางชนิด เมื่อแสงส่องผ่าน จะเกิดเป็นเกล็ดระยิบระยับ เช่น Sunstone

mix11.jpg (18647 bytes)

4. ปรากฏการณ์เปลี่ยนสี (Colour Change) พลอยจะเปลี่ยนสี ภายใต้ต้นกำเนิดแสงที่ต่างกัน เช่น Alexandrite
5. ปรากฏการณ์เล่นสี (Play of Colour) พบได้ในพลอยจำพวก โอปอล
6. ปรากฏการณ์ (Adularescence) จะมีลักษณะเป็นแผ่นสีขาว ลอยอยู่บนผิวพลอย เช่น มุกดาหาร
7. ปรากฏการณ์ (Labradoresence) มีลักษณะเป็นแผ่น สีฟ้าปนเขียวลอยอยู่บนผิวพลอย เช่น Labradorite
8. ปรากฏการณ์ (Orient) ซึ่งเป็นลักษณะของสีเหลือบรุ้ง ที่พบเห็นได้บนเปลือกหอยมุก หรือไข่มุก



 
นอกจากจะใช้ตาเปล่า ในการตรวจสอบ และวิเคราะห์แล้ว ถ้าต้องการผลการตรวจสอบที่แน่นอน เราจำเป็น จะต้องใช้เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ต่างๆ เข้าช่วย ได้แก่ Polariscope (เครื่องมือที่ใช้ดู ลักษณะทรงแสงของพลอย) Refractometer (เครื่องมือหาค่า ดัชนีหักเหของพลอย) Dichroscope (เครื่องมือช่วยแยก พลอยหักเหคู่ และหักเหเดี่ยว) Heavy liquld (ใช้หาค่า ความถ่วงจำเพาะของพลอย) Fluorescence (ใช้สังเกตการเรืองแสง ของพลอย ภายใต้แสงอุลตราไวโอเลต สามารถแยกได้ทันที ระหว่างเพชร หรือสปิเนลธรรมชาติแ ละเลียนแบบ ถ้าเป็นพลอยสังเคราะห์ จะเรืองแสง ถ้าเป็นพลอยธรรมชาติจะไม่เรืองแสง) Spectroscope (ใช้ตรวจสอบพลอยย้อมสี กับพลอยที่มีสีตามธรรมชาติ) Microscope (ใช้แยกพลอยธรรมชาติ ออกจากพลอยสังเคราะห์โดยอาศัยการดูตำหนิภายใน)

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net