Custom Search

Patchra
24-06-2017 23:45
4776
Online: 8 user(s)
หยก

หยก

เมื่อกล่าวถึง หยก ส่วนใหญ่แล้วจะทำให้นึกไปถึงชาวจีน ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าหยกนั้น เป็นสิ่งที่ชาวจีนชื่นชอบเป็นอย่างยิ่ง เรียกได้ว่า เป็นของคู่กายชาวจีนเลยทีเดียว โดยเฉพาะชาวจีนอาวุโสนั้น ถ้าไม่สวมกำไลหยก ก็ต้องแขวนจี้หยกไว้อันหนึ่ง จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า ทำไมจะต้องเป็นชาวจีนด้วยเล่า และทำไมจะต้องเป็นผู้อาวุโสเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น เวลาที่พวกเขาจะเลือกซื้อหยกแต่ละที พวกเขาก็จะพิถีพิถันค่อนข้างมาก สีของหยกที่พวกเขาต้องการ จะต้องมีสีเขียวสวยงาม เนื้อของหยกเองก็ต้องดี ต้องไม่มีรอยร้าวหรือรอยแตกเลย หรือถ้าเป็นไปไม่ได้ ก็ให้มีตำหนิน้อยที่สุด วิธีการตรวจสอบคร่าวๆ ว่าเป็นหยกจริงหรือไม่นั้น พวกเขาก็เพียงแต่หยิบหยก ที่สงสัยขึ้นมาสัมผัสที่แก้มเท่านั้น ถ้ารู้สึกเย็น พวกเขาก็เชื่อว่า น่าจะเป็นของจริง

คงเป็นเพราะว่า เวลาอันเนิ่นนานกว่าสองพันปีมาแล้ว ที่ชาวจีนได้ค้นพบหยก และรู้จักนำมาใช้สอยอย่างเป็นประโยชน์ ประกอบกับ ความเชื่อของพวกเขาที่มีต่อหยก


ตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษมานั้น ภาพของชาวจีนอาวุโส สวมกำไลหยกหรือจี้หยก จึงเป็นภาพที่ติดตามาโดยตลอด ในอดีต หยกมีความสำคัญ ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวจีนเป็นอย่างมาก พวกเขาจะนำหยกมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา และนำมาแกะสลัก เป็นรูปลักษณ์ หรือสัญลักษณ์ต่างๆ อีกมากมาย

อันที่จริง หยกถูกค้นพบมาตั้งเจ็ดพันกว่าปีแล้ว ในยุคนั้น ผู้คนเชื่อว่า หยกสามารถรักษาโรคเกี่ยวกับไตได้ ถ้านำหยกมาสวม หรือแขวนไว้ใกล้เคียงกับไต เช่น บริเวณสะโพก ด้วยเหตุนี้ชาวอเมริกากลางและใต้ ในยุคที่สเปนเข้าครอบครอง จึงเรียกหยกว่า หินส่วนสะโพก ซึ่งคำนี้ได้แพร่หลายไปยังยุโรป และส่วนอื่นๆ ของโลกด้วย

โดยธรรมชาติของหยกนั้น ถือว่าเป็นอัญมณีที่มีเนื้อดีที่สุดชนิดหนึ่งเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีความแข็งน้อยกว่า หรือไม่ทน ต่อการขีดข่วนได้ดีเท่ากับทับทิม และไพลินก็ตาม แต่เนื่องจากว่า โครงผลึกของหยกมีลักษณะเป็นเส้นใย และมัดพันกันอย่างแน่นหนา หยกจึงมีความเหนียวทนมาก ไม่เปราะ หรือแตกโดยง่าย ในสมัยโบราณ หยกจึงถูกนำมาทำเป็นอาวุธและขวาน ในสมัยนั้น "หินขวาน" จึงหมายถึงหยกด้วยเหมือนกัน อย่างไรก็ดีรอยร้าวและรอยแตกก็อาจปรากฏอยู่ในหยกได้เช่นเดียวกับอัญมณีชนิดอื่น และตามปกตินั้น รอยร้าวและรอยแตกมักจะถูกอุดไว้ ด้วยการนำหยกไปอาบในสารเคมี แต่สำหรับหยกคุณภาพดีแล้วก็ควรจะมีตำหนิเหล่านี้ปรากฏอยู่น้อยที่สุด


ตามปกติแล้ว หยกจะแบ่งออกได้ เป็นสองประเภทคือ เจไดต์ และเนไฟรต์ องค์ประกอบทางเคมีของหยกทั้งสองประเภทนี้ มีความแตกต่างกัน เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เจไดต์นั้น เป็นสารประกอบจำพวกโซเดียมอลูมิเนียม ซิลิเกท ส่วนเนไฟรต์ จะเป็นสารประกอบจำพวกแคลเซียม แมกนีเซียม และเหล็กซิลิเกท จากความแตกต่างนี้เอง ทำให้หยกทั้งสองประเภท มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปด้วย แต่ก็เป็นความแตกต่าง ที่ไม่มากนัก อย่างเช่น เนไฟรต์ จะอ่อนกว่าเจไดต์เล็กน้อย แต่ก็จะเหนียวทนกว่า หรือเจไดต์มีค่าดัชนีหักเห และความหนาแน่นมากกว่า เนไฟรต์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์จำแนก หยก ทั้งสองประเภท ออกจากกันเป็นสิ่งที่ยากมาก และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไม ทั้งเจไดต์ และเนไฟรต์ จึงมักจะเรียกรวมกันว่า "หยก"

สีสันของหยกนั้น จะมีอยู่มากมายหลายสี เรียกได้ว่ามีแทบทุกสีเลยทีเดียว แต่หยกที่มีคุณภาพดีที่สุดนั้น จะต้องมีสีเขียว สดใสอย่างมรกตหรือที่เรียกว่า "หยกจักรพรรดิ์" นั่นเอง นอกจากนี้แล้ว สีเขียวมรกตนั้น จะต้องเป็นเนื้อสีที่กลมกลืน เป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งเม็ดอีกด้วย โดยปกติแล้วเจไดต์จะมีสีน้ำตาล ค่อนข้างดำ ม่วง เขียว รวมทั้งขาว สีออกแดง และมีสีเหลือง ที่มีสีเขียวเข้มนั้น มักไม่ค่อยพบ แต่ที่พบมากที่สุดจะเป็นสีขาว หรือสีน้ำตาลอมเขียวอ่อนๆ ส่วนเนไฟรต์นั้น ก็มีสีใกล้เคียงกับเจไดต์เช่นกัน อาทิ เขียว ขาว สีออกเหลือง ออกแดง และสีน้ำตาล ที่เป็นสีเทาก็มี และตามปกตินั้น ก็มักจะมีลายเป็นจุดๆ แต่เจไดต์ที่มีลายเป็นจุดสีเขียวดำก็มีเช่นกัน
 
 

หยกที่มีขายตามท้องตลาดในปัจจุบันนี้ มักเป็นสีที่ได้รับการปรุงแต่งมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะด้วยการฉายรังสี การย้อมสี การปะด้วยแผ่นฟอยส์ หรือการปะชิ้นส่วน ของหยกเป็น พลอยประกอบ สำหรับการฉายรังสีแล้ว มักจะทำให้หยกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือเป็นแต้มสี และมักจะเป็นสีที่ไม่ถาวร โดยสีจะจางลงเมื่อโดนแสงแดด หรือเมื่อถูกความร้อนประมาณ 100 องศาเซลเซียส


โดยทั่วไปแล้ว ความร้อนอย่างในกรณีของการซ่อมแซมเครื่องประดับ ที่ต้องใช้ไฟนั้น จะทำให้สีเขียวของหยก จางลงได้ ยกเว้นเพียงแต่ว่าถ้าหยกนั้น มีมลทินธาตุเหล็ก ที่มีสีเหลืองไล่ไปจนถึงสีน้ำตาลอยู่ด้วยแล้ว หยกนั้น ก็จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หรือแดง แต่การใช้ความร้อนที่สูงจนเกินไป บวกกับการแช่หยกไว้ในกรดเข้มข้น เพื่อทำให้ หยกดูมีอายุนั้น เป็นวิธีการที่เสี่ยงมาก ยิ่งถ้าเป็นหยกย้อมสีด้วยแล้ว ความเสี่ยงก็จะมีมากขึ้น เพราะความร้อน จะทำลายสีที่ย้อมไว้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหยกย้อมสีม่วงนั้น สีม่วงจะถูกทำลายได้ง่ายมาก แค่อุณหภูมิต่ำๆ เพียง 220 - 400 องศาเซลเซียสเท่านั้น สีก็จะถูกทำลาย ส่วนหยกสีม่วงธรรมชาติ ที่ไม่เคยผ่านการย้อมสีมาก่อนนั้น จะทนต่อความร้อนได้ดีกว่า แต่ก็ไม่เกิน 750 องศาเซลเซียส ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านี้ สีก็จะถูกทำลายลง แต่ในบางครั้ง ก็อาจทนต่อความร้อนได้ถึง 870 องศาเซลเซียส

การย้อมสีนี้ ถือเป็นอีกกรรมวิธีหนึ่ง ที่พบเห็นได้บ่อย โดยทั่วๆ ไปทั้งเจไดต์ และเนไฟรต์จะถูกนำมาย้อมสี ให้มีสีเขียว และสีม่วง และส่วนใหญ่แล้ว หยกย้อมสีมักจะเป็นเจไดต์ มากกว่าเนไฟรต์


ทั้งนี้ เพราะโครงผลึกของเจไดต์ จะมีความพรุนมากกว่า ทำให้ย้อมสีติดง่ายกว่า นอกจากนี้แล้ว เจไดต์ก็มีความโปร่งแสงมากกว่า และเจไดต์ที่มีสีขาว หรือสีซีดซึ่งย้อมสีได้ดีกว่า ก็มีปริมาณมากกว่าอีกด้วย ถ้าการย้อมสีทำได้ดี โดยที่ก้อนหยกสามารถดูดซับสีย้อมได้ดี ก็จะทำให้สีที่ย้อมดูเหมือนสีธรรมชาติมาก หยกย้อมสีที่พบเห็นได้โดยทั่วไปนั้น จะมีอยู่หลายสี มีทั้งสีเขียว และสีม่วงซึ่งมีอยู่หลายโทนสีด้วยกัน

อันที่จริงแล้ว กรรมวิธีการย้อมสีหยก ก็มิได้มีความสลับซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแค่นำหยกที่ได้รับการอุ่นมาแล้วนั้น จุ่มลงไปในสีย้อม (อนิลิน) ก็ถือว่าเสร็จสิ้นกระบวนการย้อมสีแล้ว อย่างไรก็ตาม สีย้อมประเภทนี้ จะไม่มีความคงทนเลย เพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น สีที่ย้อมก็จะจางลง ส่วนใหญ่แล้ว หยกย้อมสีประเภทนี้มักจะทำในฮ่องกง ส่วนสีย้อมที่คงทนกว่า น่าจะเป็นสีที่ได้จากธรรมชาติเท่านั้น อย่างเช่น สีที่ได้จากผลแครนเบอร์รี่ เป็นต้น

การปะแผ่นฟอยส์สีเขียวไว้ที่ก้นพลอย ก็เป็นอีกกรรมวิธีหนึ่ง ที่สามารถทำให้หยกดูมีสีเขียวสวยงามได้ หยกที่จะนำมาปะด้วยแผ่นฟอยส์นี้ มักเป็นหยกที่ค่อนข้างจะโปร่งแสง หรือที่เรียกว่ากึ่งโปร่งแสงนั่นเอง โดยทั่วไปนั้น หยกที่ปะด้วยแผ่นฟอยส์ มักจะนำมาฝังในตัวเรือนแหวน โดยที่กระเปาะพลอย มักฉาบด้วยกระจกเลนส์เว้า ที่เจาะรูไว้ให้แสงเข้าอีกด้วย แหวนหยกปะฟอยส์นี้ มักจะทำกันมากในฮ่องกง

อีกวิธีการหนึ่ง ที่สามารถช่วยเปลี่ยนโฉมหยกสีอ่อน ให้ปรากฏเป็นสีเขียวสวยงามได้ ก็คือการประกอบชิ้นส่วนของหยกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยสารหนืดสีเขียวเป็นตัวให้สี การประกอบชิ้นส่วนของหยกนี้ ทำได้ด้วยการนำหยกเนื้อสีขาว มาคว้านส่วนก้นให้กลวง จากนั้นก็ประจุสารหนืดสีเขียวลงไป แล้วจึงใช้ชิ้นส่วนของหยกอีกชิ้นหนึ่ง ประกบปิดส่วนก้นไว้ด้วยกาว พลอยที่ทำขึ้นจากกรรมวิธีนี้จึงเรียกว่า พลอยประกอบ

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า หยกที่มีขายตามท้องตลาดนั้น ส่วนใหญ่จะผ่านการปรับปรุงคุณภาพมาแล้วทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการฉายรังสี การย้อมสี การปะด้วยแผ่นฟอยส์ พลอยประกอบ หรือการอาบด้วยสารเคมี แต่ที่พบเห็นได้บ่อยก็คือ หยกย้อมสี และที่พบได้บ่อยที่สุดในช่วงหลังนี้ มักเป็นหยกที่ได้รับการอุดรอยร้าว และรอยแตกด้วยการอาบสารเคมี ฉะนั้น การซื้อขายหยกจึงค่อนข้างเสี่ยง และควรให้ความระมัดระวังสูงเป็นพิเศษ ทางออกที่ดี หากต้องการจะซื้อ หรือขายหยกเม็ดใดเม็ดหนึ่งแล้ว ก็ควรส่งไปตรวจเช็ค ตามห้องแลปที่คุณเชื่อถือได้ ซึ่งก็มีอยู่หลายแห่งในกรุงเทพฯ

 

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net