Custom Search

Patchra
19-08-2017 22:53
4924
Online: 4 user(s)
โอปอล

โอปอล

ความงามของโอปอลนั้น ยากที่จะหาบทกวีใดมาบรรยาย ให้เห็นภาพพจน์ได้ ด้วยในหนึ่งเม็ดอัญมณี ที่เป็นรวมแห่งเลี่ยมรุ้งของสีสัน อันไร้ของเขต ดังนั้น อัญมณีสีแต่ละเม็ด จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ที่ไม่ซ้ำกันเลย ในโอปอลเม็ดหนึ่ง อาจประกอบไปด้วยความแดง โชติช่วง แห่งเปลวเพลิง สีม่วงลึกล้ำ ของอมีทิสต์ สีน้ำเงินฉ่ำ แห่งมหาสมุทร ไปจนสีเขียวสด ของมรกตจากโคลัมเบีย ไม่เพียงแต่ ความหลายหลายของสี ที่เปล่งประกายแข่งกันอยู่ บนเม็ดพลอยเท่านั้น เมื่อหมุน เม็ดโอปอล ไปในทิศทางต่างๆ จะมองเห็นมิติ แห่งสีสันที่ไม่ซ้ำกัน แม้แต่ด้านเดียว

ประวัติศาสตร์ มีการจารึกเอาไว้ว่า โอปอลที่เป็นที่รู้จักกัน ตั้งแต่สมัยโรมัน หรือประมาณ 250 ปีก่อนคริสตกาล ในสมัยก่อนนั้น เหมืองโอปอลอยู่ในบริเวณ ที่เป็นประเทศ เชคโกสโลวาเกียในปัจจุบัน เรื่องราวที่เกี่ยวพัน กับอัญมณี ที่มีความงามชวนพิศวงนี้ มีทั้งดี และร้ายปะปนกันไป ในส่วนที่เป็นมงคล เกี่ยวกับโอปอลก็คือ คนโบราณเชื่อกันว่า โอปอลเป็นสัญลักษณ์ แห่งความหวัง ความบริสุทธิ์ และไร้เดียงสา และเป็นอัญมณีสำหรับผู้ที่เกิดเดือนตุลาคม เช่นเดียวกับทัวมาลีน เชื่อกันว่าเป็นเครื่องลาง ที่บอกความ มีโชคลาภได้ บ้างก็เชื่อว่าสามารถ ป้องกันภูติผี ปีศาจ และชักนำ ให้เกิดมิตรภาพได้ ในส่วนที่อัปมงคลก็มีมาก แต่จะไม่ขอกล่าว


การขุดหาโอปอลในเชคโกสโลวาเกีย ยุติลงในปี ค.ศ. 1932 เมื่อมีการค้นพบโอปอลที่ White Cliff ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งปรากฏในภายหลังว่า เป็นแหล่งของโอปอลที่ใหญ่ที่สุด และได้ชื่อว่าเป็นโอปอลที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก

opal05b.jpg (4145 bytes)
opal05c.jpg (4096 bytes) opal05d.jpg (3612 bytes)
ในปัจจุบัน โอปอลจากออสเตรเลีย มีการค้นพบกันมาก ในรัฐนิวเซาท์เวลตอนเหนือ ซึ่งอยู่ติดกับแถบ ชายแดนของรัฐควีนส์แลนด์ นอกจากที่ White Cliff ซึ่งเป็นแหล่งแรก ที่พบโอปอลแล้ว ในรัฐนิวเซาท์เวล ยังพบโอปอล คุณภาพดีเยี่ยมที่ Lightning Ridge อีกด้วย ที่เรียกว่า โอปอลคุณภาพดี คือ โอปอลชนิดมีค่า (Precious opal) โดยเฉพาะอย่างยิ่งโอปอลสีดำ

ในทางธรณีวิทยา บริเวณที่พบโอปอล จะเป็นบริเวณที่แห้งแล้ง กันดารของ Great Australian Basin บริเวณดังกล่าว อยู่ถัดเข้ามาทางด้านในของทวีป จากชายฝั่ง มหาสมุทรแปซิฟิค ทางด้านตะวันออก ของทวีป โอปอลจะฝังตัวอยู่ในหิน ซึ่งเกิดจาก การตกตะกอน เช่น พวกหินปูน หินชนวน ซึ่งเราเรียกกันว่า Cretaceous rock หินเหล่านี้ จะอยู่ลึกลงไปใต้ดิน ประมาณไม่เกิน 30 เมตร ซึ่งเราไม่จัดว่าลึก เมื่อเทียบกับพลอยอื่นๆ กว่าธรรมชาติจะบันดาล ให้น้ำใต้ดินละลาย ให้ทรายมาตกตะกอน อยู่บันชั้นหินใต้ดินนั้น กินเวลานานพอๆ กับอายุขัยของโลก


นักวิทยาศาสตร์ จากสถาบันวิจัยแห่งชาติ ของออสเตรเลีย เพิ่งจะค้นพบ เมื่อปี ค.ศ. 1964 หรือประมาณ 27 ปีมานี่เอง ว่า สูตรทางเคมีของ โอปอลคือ SiO2 H2O หรือ Hydrated Silica ถ้าจะมองภาษาชาวบ้านก็คือ โอปอล ประกอบไปด้วยทราย กับน้ำเป็นหลัก อนุภาคของทราย จะเรียงตัวกัน อย่างแน่นหนา แต่การเรียงตัว เป็นไปอย่างไม่เป็นระเบียบ และมีช่องว่างภายใน จึงทำให้เกิดการสะท้อนแสง ในทิศทางต่างๆ กัน จึงส่งผลให้โอปอล มีสีสันออกไป แตกต่างกันอย่างไม่รู้จบ


โอปอลชนิดมีค่า และโอปอลชนิดธรรมดา

โอปอลชนิดมีค่านั้น เราจำแนกตามชนิดของสีของฉากหลัง หรือทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า สีของแบคกราวด์ ประการหนึ่ง และประเภทของลวดลายของสี อีกประการหนึ่ง ในประเด็นแรกจะพูดถึงสี ที่เป็นฉากหลังของโอปอลมีค่า เสียก่อน

โอปอลดำ (Black Opal) คือ โอปอลที่มีสีของฉากหลัง เป็นสีมืดๆ เช่น ดำ น้ำเงิน เทา หรือน้ำตาล สิ่งที่ทำให้เกิดความมืด ซึ่งทำให้เราเรียกว่าโอปอลดำ คือ พวกสิ่งปนเปื้อนต่างๆ หรือ impurities บางคนเรียกว่า มลทิน ซึ่งมักจะเป็นพวกสนิมเหล็ก หรืออ็อกไซด์ของเหล็ก ความมืดของฉากหลัง ส่งผลให้โอปอลชนิดนี้ ส่องประกายไฟเป็นสีต่างๆ งดงามจับตา โอปอลดำ พบอยู่แห่งเดียวในโลกคือที่ Ridge ในรัฐนิวเซาท์เวล ของออสเตรเลีย

โอปอลสีใส (Light Opal) คือ โอปอลที่มีสีของฉากหลังเป็นสีใสๆ ไปจนถึงขาว เหมือนน้ำนม ชนิดที่สีใส เราเรียกกันว่าโอปอลแก้วผลึก (Crystal Opal) หรือโอปอลวุ้น (Jelly Opal) ชนิดนี้พบมากที่ White Cliff ในรัฐนิวเซาท์เวลเช่นกัน

โอปอลไฟ (Fire opal) จะมีลักษณะเป็นหินโปร่งใส จนกระทั้งโปร่งแสง แต่สีของฉากหลัง จะเป็นสีเหลืองน้ำผึ้ง จนถึงแดง ส่วนประกายของไฟ มักจะเป็นสีเขียวหรือแดง


โบลเดอร์โอปอล (Boulder opal) เป็นอีกชนิดหนึ่ง โอปอลมีค่า มักจะเป็นโอปอลชนิดใส มักจะพบแทรกอยู่ ในรอยแตกของหินทราย หรือหินโคลน ซึ่งมีแร่เหล็กปะปนอยู่

สรุปได้ว่า เมื่อพิจารณาจากสีของฉากหลัง หรือจากสีของเนื้อ โอปอลมีค่า จะแบ่งออกเป็นสี่ชนิดข้างต้น

ต่อไปนี้จะพูดถึงลวดลาย ของโอปอลชนิดมีค่า ว่าเขาดูกันที่ไหนบ้าง



ลาย harlequin จะเป็นลวดลาย คล้ายกับเศษผ้า ที่เราเอามาเย็บติดต่อกัน ที่เรียกว่า patchwork นั้นเอง ถ้าหาก เห็นโอปอล ที่เป็นลวดลาย เหมือนผ้าสี สี่เหลี่ยม ขนาดเล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ก็จัดอยู่ในกลุ่ม harlequin ได้เลย


ลาย pinfire จากชื่อก็คงพอจะเดาได้ว่า เป็นจุดสีขนาดหัวเข็มหมุด หรือรอยแต้มขนาดเล็กๆ กระจายทั่วทั้งเม็ด


opal26.jpg (11300 bytes)

ลาย flash เป็นลาย ของประกายไฟ ที่ไม่สม่ำเสมอ เมื่อมองจากต่างมุม ประกายไฟ หรือสีอาจเปลี่ยนไป เป็นสีอื่น หรือหายไป เมื่อหมุนเม็ดพลอย ไปในทิศทางต่างๆ กัน

โอปอลชนิดธรรมดา (Common opal) คือ โอปอลชนิดที่ทึบแสง (opaque) มองดูแล้วไม่เห็นการเล่นสี หรือเล่นไฟ ชนิดนี้ดูได้ง่าย เพราะไม่สวย แบ่งออกเป็น 4 ชนิดใหญ่ๆ คือ

Hyalite มีลักษณะคล้ายกระจกใส บางครั้งมีสีจางๆ เช่น น้ำเงินบ้าง เขียวบ้าง หรือเหลือง

Hydrophane เป็นโอปอลทึบแสง เนื้อพรุน เมื่อจุ่มลงไปในน้ำ จะเป็นโปร่งใส

Resin opal มีสีดำ หรือน้ำตาล ประกายด้าน คล้ายยางไม้

Potch เป็นโอปอลชนิดธรรมดา ทึบแสง อาจจะมีสีขาวน้ำนม เทาอ่อน จนถึงเทาเข้ม เทาอมน้ำเงิน ไปจนถึงดำ บางแห่งจะพบเป็นสีเหลืองอำพันใสๆ


ข้อควรคำนึงก่อนตัดสินใจซื้อ


นอกจากจะดูที่สี ซึ่งจะบอกเราว่า เป็นโอปอลมีค่า หรือโอปอลธรรมดา และดูที่ลวดลาย ของโอปอลแล้ว    สิ่งที่จะต้องคำนึง อีกประการหนึ่ง คือ โอปอลปะ เนื่องจากบางครั้ง เนื้อโอปอลส่วนที่มีสี เป็นเพียงชั้นบางๆ    พ่อค้าจึงทำการปะโอปอล เป็นสองชั้น หรือสามชั้น แต่ที่แน่ๆ คือ โอปอลชนิดดี มีค่า ควรเป็นโอปอลเนื้อล้วนๆ ทั้งก้อนที่เราเรียกว่า Solid opal โอปอลชนิดนี้ จะมีแถบสีที่หนา มีลวดลายของสีเด่นชัด อีกกรรมวิธีหนึ่ง ที่เสริมให้โปอลมีค่า ที่บางเกินไปมีความหนามากขึ้น ก็คือ การเอาชิ้นโอปอลมีค่าที่บางนั้น มาปะ บนโอปอล ธรรมดา ด้วยกาวพิเศษ ที่รู้จักกันในนามของ epoxy resin ซึ่งมีสีดำ วิธีนี้จะส่งผลให้ สีสันของโอปอล สดใสขึ้น โอปอลซึ่งผ่านการเสริม ความงามอย่างนี้เรียกว่า doublet วิธีการทำศัลยกรรม ความงาม ให้โอปอลวิธีสุดท้าย คือ การใช้หิน ควอทซ์ใส หรือกระจกปิดทับหน้า ของโอปอล ที่ผ่านกรรมวิธี doublet มาแล้ว ที่ทำอย่างนี้ เพราะถ้าหากโอปอลมีค่า ชิ้นเดิม มีความบางมาก เมื่อปะด้านล่าง ด้วยโอปอลธรรมดาแล้ว ก็ยังบางอยู่ ก็จึงใช้วัสดุอื่น ที่มีความใสปะทับด้านบน โอปอลแบบนี้มี 3 ชั้นด้วยกัน เราเรียกโอปอลชนิดนี้ว่า triplet เนื่องจากโอปอลชนิดนี้ ประกอบด้วยชั้นของโอปอลมีค่า ที่มีความบางมาก สนนราคาจึงถูกกว่า 2 ชนิดแรก


การประเมินค่าโอปอล

การประเมินค่าโอปอล มักจะทำได้ยาก เพราะไม่มีเกณฑ์ ที่เป็นวัตุวิสัยได้อย่างเพชร การประเมินค่า มักจะกระทำโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ทางด้านโอปอล เป็นพิเศษ และค่อนข้างจะเป็นจิตวิสัย คือ ขึ้นอยู่กับ ตัวผู้ประเมินเป็นหลัก การประเมินค่าโอปอล จะต้องใช้หลักเกณฑ์หลายอย่าง นอกเหลือไปจาก ความสมบูรณ์ ของการเจียระไน การขัดเงา และขนาดของพลอยแล้ว เราจะต้องนำเกณฑ์ต่อไปนี้ มาพิจารณาด้วย เริ่มตั้งแต่การเล่นสี ซึ่งทอแสงพรายพริ้ว อยู่ในเม็ดพลอย


1). ความสมบูรณ์แบบ ของการเล่นสี หมายถึง หน้าพลอย ทั้งหน้า จะต้องมีการเล่นสี อย่างมีชีวิตชีวา ไม่มีจุดด่าง คือ บริเวณที่ปราศจากสีปะปนอยู่

2). ลวดลายของสีเป็นไปในแบบใดแบบหนึ่งที่กล่าวไว้ในต้อนต้นๆ ลวดลายที่จัดว่าเป็นเอกลักษณ์ของโอปอลมีค่า ซึ่งหาได้ยากที่สุด คือลวดลาย ของสีแบบ harlequin ความเข้ม หรือความสดใส ของการเล่นสี ควรจะมีความสดใสชนิดสุดสุด หรือภาษาของคนในวงการเรียกว่า มีความคมของสี (sharp) คุณสมบัตินี้ จะเกี่ยวพันกับความโปร่งใส ของโอปอลด้วย ฉะนั้นโอปอลชนิดเนื้อแก้วผลึก หรือ crystal opal จึงมีราคาดีที่สุด

3). สีที่แท้จริงของโอปอล ควรจะปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีที่เห็นได้ยาก เช่น สีแดง และสีม่วง


นอกจากการเล่นสี ที่ต้องพิจารณาแล้ว จะต้องดูที่สีของฉากหลัง หรือ body color โอปอลดำ จะมีค่ามากกว่า โอปอลขาว หรือใส ซึ่งตรงกันข้าม กับความนิยมสีผิว ของเนื้อคนที่ใครๆ ก็ชอบขาวๆ แต่รูปร่างของโอปอลนั้น ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นรูปใดรูปหนึ่งโดยเฉพาะ พูดง่ายๆ ก็คือ หุ่นไม่สำคัญ สำหรับโอปอล ประการสุดท้ายคือ จะต้องไม่มีรอยแตก รอยร้าว เพราะจะส่งผลให้ โอปอลกลายเป็นทึบแสงไปได้ เมื่อสรุปรวมแล้ว โอปอลที่จะจัดว่า มีราคาน่าแสวงหา มากที่สุดคือ โอปอลดำ ที่มีการเล่นสีในลวดลายแบบ harlequin มีแสงสีแดง และม่วงสด ใสชัดเจน มีความโปร่งใสสูง โอปอลชนิดนี้ จะจัดว่าเป็นเกรด A

การดูแลรักษาเครื่องประดับที่ทำด้วยโอปอล

เนื่องจากโอปอลมีความแข็งระหว่าง 5.5 - 6.5 เทียบกับเพชร ซึ่งความแข็งเป็น 10 ทับทิม และไพลิน ความแข็งเป็น 9 โอปอลจึงมีความเปราะ และบอบบางมาก เมื่อประกอบเป็นหัวแหวน หรือกำไลข้อมือ เวลาสวมใส่ จะต้องระมัดระวัง ให้มากเป็นพิเศษ เพราะจะถลอกได้ง่าย

แต่โชคดี ที่การขัดแต่งรอยถลอกของโอปอล ทำได้ง่าย แต่ก็จะทำให้พลอยบางลง แต้ถ้าจะเป็นจี้ เข้มกลัด และตุ้มหู แล้วก็จะไม่มีปัญหาใดๆ เลย เมื่อก่อน เคยมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการแช่ โอปอลในน้ำมัน เช่นเดียวกับการแช่มรกต การกระทำดังกล่าว เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อโอปอล เพราะน้ำมัน จะมีฝุ่นไปจับได้ง่าย และฝุ่นจะเป็นตัวการ ที่ทำให้เกิดรอยถลอก บนผิวของโอปอล นอกจากนี้ โอปอลบางเม็ด ซึ่งมีปริมาณน้ำอยู่มากใช้ไปนานๆ น้ำจะระเหย ออกไปทำให้ความสดใส ของโอปอลน้อยลง มีผู้เชี่ยวชาญฝรั่ง บางคนแนะนำว่า ที่ที่ดีที่สุดที่จะเก็บโอปอล คือ ฝังไว้ใต้ดิน ถ้าเก็บไว้อย่างนี้ น้ำจะไม่ระเหย ออกไป สีโอปอลจะสดใสอยู่เสมอ

 

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net