Custom Search

Patchra
12-12-2017 11:31
32094
Online: 3 user(s)
เรื่องของผลพลอยได้

เรื่องของผลพลอยได้

วัตถุอินทรีย์ (Organic Gem Materials) เป็นวัตถุที่ได้ หรือเป็นผลพลอยได้ มาจากสิ่งมีชีวิตทั้งจากพืช หรือสัตว์ ซึ่งยังอาจมีชีวิตอยู่ หรือที่เป็นซากพืช หรือซากสัตว์ไปเสียแล้ว ได้แก่ ปะการัง มุก กะ งา โอคอนโทไลท์ เจท และอำพัน อันที่จริงวัตถุอินทรีย์เหล่านี้ อาจเรียกว่า "พลอยอินทรีย์" ก็คงจะไม่ผิด เพราะมันมีคุณสมบัติของพลอย ข้อใดข้อหนึ่งดังนี้ สวยงาม หายาก หรือคงทน แต่อาจฟังแปลกหู มากเกินไปจนไม่มีใครยอมเรียกว่าพลอย ถ้าบอกว่าอำพัน เป็นพลอย ก็คงจะเห็นด้วยไปตามๆ กัน แต่ถ้ายังยืนกรานว่า "กระ" คือพลอย คงจะเถียงกันคอเป็นเอ็นแน่


มุก (Pearl)

จุดเด่นของมุกนั้น อยู่ที่สี และผิวของมันซึ่งมีความมันวาว และเหลือบสีรุ้ง แม้ว่ามุกส่วนใหญ่ จะมีสีขาว และเหลือบสีเงินก็ตาม แต่มุกที่พบในอ่าวเม็กซิโก จะมีสีดำ และเชื่อกันว่าสารบางอย่าง ที่ปนอยู่ในน้ำทะเลนั้น คงมีผลต่อการเกิดสีของมัน มุกอาจมีสีชมพูได้เช่นกัน เช่นที่พบอยู่ใน รัฐฟลอริดา และหมู่เกาะเวสท์ อินดีส์ ซึ่งเป็นผลิตผลที่ได้จากหอยฝาเดียวจำพวก Great Conch และยังพบมุกอีกหลายๆ สีในหลายๆ แห่ง เช่นมุกสีทอง สีน้ำเงิน สีเขียว และอื่นๆ

ขนาดของมุกนั้น ไม่แน่นอน อาจเล็กเท่าหัวเข็มหมุด หรือใหญ่เท่ากับไข่นกพิราบ และมุกขนาดใหญ่ ที่สุดเท่าที่เคยพบนั้นหนักถึง 450 กะรัต แต่น่าเสียดายที่ไม่มีหลักฐานว่าพบที่ไหน ในปัจจุบัน เก็บรักษาไว้ที่ Kensington Geological Museum ในกรุงลอนดอน


มุกน้ำเค็มได้มาจากจำพวก Pinctada ส่วนมุกน้ำจืดนั้น ได้มาจากหอยจำพวก Clam และ Mussel อีกหลายๆ ชนิด ถ้าเป็น Mussel ก็มักจะเป็นจำพวก Unio โดยปกติจะพบมุกน้ำจืดอยู่ตามแม่น้ำต่างๆ เกือบทุกแห่งในแถบยุโรป อเมริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา

มุกมีความแข็งไม่สูงเลย (2.5-4.5) ค่าความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 2.60-2.85 และค่าดัชนีหักเห 1.52-1.66 หรือ 1.53-1.69 สำหรับมุกดำ


มุกมีองค์ประกอบเป็นสารอะราโกไนท์ หรือแคลซ์ไซท์ (CaCO3) ในปริมาณ 82 - 86% คอนซิโอลิน 10 - 14% และน้ำอีกประมาณ 2% และองค์ประกอบเหล่านี้ จะมีผลต่อการเกิดสี และการปรากฏสีของมุก สีของมุกตามปกตินั้นจะเกิดจากสีพื้น (Body Colour) ของมุกเอง และเหลือบสี (Orient) ที่เกิดจากปฏิกิริยาแสง

และเนื่องจากมุกมีสารโปรตีน (คอนซิโอลิน) และน้ำ เป็นองค์ประกอบ ทำให้มันเสื่อมสภาพได้ ตามกาลเวลา เรียกได้ว่า มันมีอายุขัยของมัน ข้อสังเกต เมื่อมุกเริ่มเสื่อมสภาพ (แก่ตัว) ก็คือ สีจะเริ่มมัวหมอง จากนั้น ก็เกิดรอยแตก และท้ายที่สุดผิวมุก จะลอกออกเป็นแผ่น ไม่มีใคร สามารถการันตีได้ ถึงอายุขัยของมัน ว่าจะยืนยาวเพียงใด แต่โดยเฉลี่ยแล้ว มุกจะมีอายุยืนยาว 100 - 150 ปี แม้ว่ามุก เพียงส่วน น้อยนิดเท่านั้น ที่มีอายุยืดยาวได้ถึง หลายร้อยปีโดยมีสภาพ ที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักก็ตาม ฉะนั้น ควรทะนุถนอม และเก็บรักษามุกไว้ ให้ดีที่สุด ทั้งความแห้ง และความชื้น จะเป็นผลเสียต่อมัน และมุกจะไม่ทนต่อกรด เหงื่อ เครื่องสำอาง และสเปรย์ฉีดผม


ความแตกต่างระหว่างมุกธรรมชาติ (Natural Pearl) และมุกเลี้ยง (Cultured Pearl) อาจทำให้นักวิเคราะห์อัญมณี ปวดหัวไปตามๆ กัน เพราะข้อแตกต่าง ระหว่างมุกสองประเภทนี้ ไม่ได้อยู่ที่ผิวนอกซึ่งเหมือนกัน (Nacre) จึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ด้วยตาเปล่า (ยกเว้น ผู้เชี่ยวชาญบางท่าน) ความแตกต่างนั้นอยู่ที่นิวเคลียสข้างใน มุกธรรมชาติ มีนิวเคลียสที่เกิดขึ้นเอง ตามธรรมชาติ ส่วนมุกเลี้ยงนั้น มีนิวเคลียสที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา

มีวิธีการตรวจสอบถึงความแตกต่างอยู่หลายวิธี เช่น เอกซเรย์ ตรวจค่าความถ่วงจำเพาะ วิธี Candling หรือใช้เครื่องมือ Endoscope มุกธรรมชาติ จะมีค่าความถ่วงจำเพาะ ต่ำกว่า มุกเลี้ยง และถ้านำมุกที่เจาะรูไว้แล้ว มาตรวจสอบด้วยวิธี Candling โดยฉายแสงที่แรงเข้ม ผ่านฉลุ รูที่เจาะไว้ ในขณะเดียวกับที่ หมุนมุกไปหนึ่งรอบ หากเป็นมุกเลี้ยง จะเห็นแสงสะท้อน แตกเป็นสองทาง

มุกเทียม (Paste Pearl) มีอยู่สามประเภทคือ Solid Glass Spheres, Mother of Pearl Spheres และ Hollow Glass Spheres ซึ่งอัดขี้ผึ้งไว้ข้างใน และเพื่อผิวที่มันวาว และงดงามกว่า มุกเทียมเหล่านี้ จะนำไปจุ่มในสารละลาย Essense d'Oreint ซึ่งทำมาจาก เกล็ดปลาเสียก่อน และเพื่อคุณภาพที่ดีกว่า อาจต้องจุ่มในสารละลายเดิมอีกหลายครั้ง และจึงนำ ไปจุ่มในสารละลาย Cellulose Acetate และ Cellulose Nitrate ตามลำดับ ซึ่งทำให้มุกมีผิวที่หนา และมันวาวยิ่งขึ้น


วิธีการตรวจสอบว่าเป็นมุกเทียมหรือไม่นั้นทำได้ง่ายเพียงแค่สังเกตดูที่รูเจาะว่ามีรอยแตกที่ผิวเคลือบหรือไม่ ถ้ามีเป็นมุกเทียบแน่นอน และในมุกเทียมจะไม่เห็นผิวเคลือบเป็นชั้นๆ เหลื่อมซ้อนกันเหมือนในมุกจริง (ดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ที่ขยาย 40 เท่า ถึง 100 เท่า)

มุกดำจากเม็กซิโกนั้นมักจะย้อมสีด้วย Silver Nitrate อยู่บ่อยๆ จะสังเกตได้ชัดเจนว่ามุกมีสีดำเข้มเกินปกติ และสีก็สม่ำเสมอจนเกินจริง ส่วนมุกดำเทียมมักทำมาจาก Hematite ซึ่งไม่มีความมันวาวเหมือนมุกจริง และค่าความถ่วงจำเพาะ (5.1) ก็สูงกว่ามุกจริงอยู่มาก


โอดอนโทไลท์ (Odontolite)

เป็นฟอสซิลของฟันสัตว์ หรือกระดูกสัตว์ ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ อาจได้มาจากช้างดึกดำบรรพ์ ไดโนเสาร์ หรือมาสเทอดอน (ประเภทเดียวกับช้าง) พบในแถบไซบีเรีย และทางใต้ของฝรั่งเศส มักนำมาย้อมสีเ พื่อเลียนแบบเทอร์ควอยส์ เมื่อย้อมสีแล้ว จะมีสีน้ำเงินเข้มอมเขียว มีค่าความถ่วงจำเพาะ (3.0 - 3.25) สูงกว่างามาก และแข็งกว่าด้วย (5.0)


เจท (Jet)


เกิดจากฟอสซิล ของพืชหลายๆ ประเภทที่ทับถม ปนกันอยู่ ในระหว่างการเปลี่ยนแปลง จากถ่านหินร่วน ไปเป็นถ่านหินน้ำมันดิน มีลักษณะคล้ายลิกไนท์หรือถ่านหินสีน้ำตาล มีสีดำ หรือน้ำตาลเข้ม ทึบแสง มีความวาวคล้ายขี้ผึ้งนิ่มๆ มีความแข็งประมาณ 2 - 4 มีค่าความถ่วง จำเพาะ เท่ากับ 1.30 - 1.35 และมีค่าดัชนีหักเห 1.64-1.68 บางครั้งอาจมีแร่ไพไรท์ (Pyrite) ปนอยู่ด้วย ซึ่งเมื่อถูกับมือจะเกิดประจุไฟฟ้าขึ้น

เจทเคยเป็นที่นิยมในสมัยวิคทอเรียน คือนำมาทำเครื่องประดับ สำหรับไว้ทุกข์ หรืออาจทำเป็น ลูกประคำ ในสมัยนั้นพบอยู่มากที่วิทบี และยอร์คเซอร์ ในประเทศอังกฤษ ในปัจจุบัน ได้มาจาก ประเทศสเปน ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา (รัฐยูท่าห์)

ของปลอมมีอยู่หลายประเภท ที่ใช้ทำเลียนแบบ มากที่สุดคือ อำพันอัด แคลแซดเอนนีย้อมสีดำ วัลแคไนท์ (Vulcanite หรือ Ebonite ซึ่งเป็นยางชนิดแข็งสีดำ ได้มาจากการอบยาง กับมะถัน) และแก้ว (French Jet หรือ Vauxhall Glass) เจทเทียมอาจทำขึ้นมาจาก Onyx หรือถ่านหิน อีกหลายชนิด เช่น Cannel Coal หรือ Anthracite


การตรวจสอบว่าเป็นเจทจริงหรือเจทเทียมก็ง่ายมาก เพียงวิเคราะห์ถึงคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น เช่น อันพันอัดสีดำจะมีค่าความถ่วงจำเพาะต่ำกว่าเจท แคลเซดเอนนีมีความแข็งและความหนาแน่นสูงกว่าเจท และถ้าใช้เข้มเผาไฟและจี้วัลแคไนท์หรือใช้ตะไบถูวัลแคไนท์จะให้กลิ่นยาง ถ้าเป็นแก้ว (French Jet) การตรวจสอบก็ยิ่งง่าย ส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์จะเห็นมีลักษณะคล้ายผิวของเปลือกส้ม และมักมีฟองอากาศปนอยู่ด้วย

อำพัน (Amber)

เป็นฟอสซิลของยางสน ที่เกิดจากการทับถมกัน ของสน (Pinus Succinifera) เมื่อประมาณ 30 - 60 ล้านปีมาแล้ว ส่วนมาก มีลักษณะเป็นหยดน้ำ หรืออาจเป็นก้อนกลม ปกติจะมีสีน้ำตาล เหลืองอ่อนๆ อาจมีสีแดง เกือบไม่มีสี ขาวขุ่น น้ำเงิน ดำ หรืออมเขียว

มีความโปร่งใส ถึงทึบแสง มีค่าดัชนีหักเหเท่ากับ 1.54  มีความวาวแบบน้ำมัน (Greasy) บางครั้ง อาจมีตัวแมลง ชิ้นส่วนของพืช หรือแร่ไพไรท์ฝังอยู่ในเนื้ออำพันด้วย มักขุ่น และเห็นเป็นรอยแผลเป็น ลายเส้นไหม และเป็นรอยแตก เคยพบก้อนอำพันที่มีขนาดใหญ่เท่าหัวคน และหนักถึง 10 กิโลกรัม ติดไฟได้ และเกิดประจุไฟฟ้าได้

มีแหล่งสำคัญ อยู่ในยุโรป โดยเฉพาะประเทศในแถบทะเลบอลติค (Pit Amber) ซึ่งบางครั้ง พายุอาจพัดพาขึ้นเกยฝั่ง แถบชายฝั่งของซิสิลี โปแลนด์ โรเมเนีย นอรเวย์ เดนมาร์ค อังกฤษ แคนาดา สหรัฐอเมริกา แม็กซิโก เลบานอน และสาธารณรัฐโดมินิกัน


ก้อนอำพันที่มีขนาดใหญ่ พอที่จะเจียระไนเป็นพลอย หรือทำเป็นเครื่องประดับได้เลย เรียกว่าอำพันบลอค (Block Amber) และถ้าก้อนอำพัน มีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะเจียระไนเป็นพลอยได้ ก็จะนำมาอัดรวมกัน และให้ผ่านความร้อนที่ 140 - 300 องศาเซลเซียส (140 - 150 องศาเซลเซียสจะทำให้นิ่ม 250 - 300 องศาเซลเซียสจะละลาย) เพื่อทำเป็นอำพันอัด (Ambroid)

ความแตกต่างของอำพันทั้งสองประเภทนี้ ต้องส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ อำพันอัดนั้น จะมีฟองอากาศที่มีรูปร่างยืดยาวออกไป แทนที่จะกลม ดูแล้วรู้ทันที ว่าโครงสร้างของมันถูกอัดเข้าด้วยกัน และที่มีอายุก็จะเปลี่ยนเป็นสีขาว ส่วนอำพันบลอคนั้น สีจะเข้มขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป


อำพันที่ขุ่น อาจนำมาปรับปรุงคุณภาพ ให้มีความใสมากขึ้นได้ โดยอุ่นไว้ในเมล็ดพืช (พันธุ์อะไรไม่ทราบ) น้ำมันจะแทรกซึมเข้าไปในฟองอากาศ (ซึ่งทำให้ขุ่น) และอำพันจะดูใสขึ้น

อำพันเลียนแบบ อาจทำขึ้นมาจากยางชัน (Copal Resin) ยางสังเคราะห์ หรือ แก้วสีเหลือง และที่ใช้ เลียนแบบมากที่สุดคือยางชัน แต่การวิเคราะห์ถึงความแตกต่าง ระหว่างยางชัน กับอำพันนั้น ไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยค่าความถ่วงจำเพาะ เพราะทั้งยางชัน และอำพัน มีค่าความถ่วงจำเพาะเท่ากัน (1.10) อย่างไรก็ตาม ยางชันจะนิ่มกว่า ถ้าหยดน้ำเกลือ เพียงหนึ่งหยดลงบนยางชัน ก็จะเห็นเป็นจุดคล้ำๆ หรือถ้าใช้สันมีด กดลงบนยางชันมันจะยุบตัวลง

ส่วนแก้วสีเหลืองที่ทำเลียนแบบนั้น เพียงแค่ตรวจสอบความแข็ง ก็ทราบทันทีว่า ไม่ใช่อำพัน เพราะแก้วแข็ง (5.0 - 6.0) มากกว่าอำพัน (2.5) มาก และเมื่อสัมผัสดู จะรู้สึกว่าแก้วเย็นกว่า หรืออาจตรวจสอบค่าความถ่วงจำเพาะก็ได้ โดยต้องผสมน้ำเกลือ ให้มีค่าความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1.13 ทั้งอำพัน และยางชันจะลอยตัวในน้ำเกลือ เพราะมีค่าความถ่วงจำเพาะน้อยกว่า (1.10) ส่วนแก้ว หรือพลาสติกต่างๆ จะจมลง เพราะมีค่าความถ่วงจำเพาะมากกว่า


ปะการัง (Coral)

ปะการังเป็นโครงสร้างแคลไซท์ (CaCO3) ที่มีกิ่งก้านสาขาคล้ายต้นไม้ และเป็นที่อยู่อาศัย ของสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกว่าตัวโพลิพ (Polyp) ตัวโพลิพเหล่านี้ มีอยู่หลายชนิด และมักชอบอาศัยอยู่ร่วมกัน และเมื่อต้องอาศัยที่ด้วยกันแล้ว มันจึงร่วมมือ ร่วมใจ ช่วยกันสร้างบ้านขึ้นมา โดยที่ตัวโพลิพเหล่านี้ จะอาศัยอยู่ในช่องว่างของปะการัง ที่มันสร้างขึ้นมาเอง จากการหลั่งสารแคลไซท์ ซึ่งอาจมีแมกนีเซียม และสารอินทรีย์ประเภทคอนซิโอลิน (Conchiolin) ปนอยู่ด้วย

จะพบปะการังได้ตั้งแต่ความลึก ตั้งแต่ระดับสามเมตร ถึงสามร้อยเมตร และเนื่องจากว่า ปะการังนั้น ชอบอาศัยอยู่ตามพื้นทะเลที่เป็นหิน เป็นบริเวณกว้าง การเก็บปะการังจึงต้องใช้แห ซึ่งจะทำลายปะการัง บางส่วนไป ในขณะเดียวกันเมื่อนำขึ้นมาบนบก ปะการังส่วนที่ยังอ่อนนิ่ม อยู่จะถูกหัก ส่วนที่เหลือนำมาคัดคุณภาพ

แหล่งค้าปะการังที่สำคัญนั้น อยู่ที่เมือง Torre del Gerco ในประเทศอิตาลี ตามปกติแล้ว จะพบปะการังอยู่กระจัดกระจาย ตามแหล่งต่างๆ อาทิ ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันตก อ่าวบิสเคย์ Canary Isles มาเลเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และฮาวาย ส่วนแหล่งที่สำคัญ ของปะการังสีดำนั้น อยู่ที่ มาเลเซีย ออสเตรเลียทางเหนือ และในทะเลแดง

ปะการังที่ได้รับการประเมินค่าว่าสูงสุดคือ ปะการังสีแดง สีของมันจะกลมกลืนกันตลอดทั้ง ต้นปะการัง ไล่จากสีชมพูอ่อนๆ ไปจนถึงสีแดงเข้ม บางครั้งอาจมีแต้มสีเป็นจุดสีขาวและชมพู


ไม่เฉพาะแต่ปะการังสีแดงเท่านั้น ที่นำมาทำเครื่องประดับ สีอื่นๆ เช่น สีขาว สีดำ และสีน้ำเงิน ก็นำมาทำเครื่องประดับด้วยเช่นกัน ปะการังสีแดง และสีขาวเท่านั้น ที่เป็นสารแคลไซท์ ส่วนปะการังสีดำ และสีน้ำเงินนั้น จะเป็นสารอินทรีย์ประเภทคอนซิโอลิน ซึ่งมีลักษณะ เป็นหนาม

ปะการังจากญี่ปุ่น มักจะมีสีชมพู แดง และขาว จากฮาวายจะเป็นสีดำ จากแคมเมอร์รูน จะเป็นสีดำ และสีน้ำเงิน และปะการังสีแดงที่ถือว่าดีที่สุด ต้องมาจากเมดิเตอร์เรเนียนเท่านั้น ปะการังสีแดง ต้องเป็นสีเลือดวัว และที่เป็นสีชมพูอ่อนๆ เรียกว่า สีผิวนางฟ้า

ในทางการค้า เมื่อใดมีของจริง ของปลอมต้องย่อมตามมาไม่ช้าก็เร็ว เช่นเดียวกับปะการัง ซึ่งต้องมีของปลอม หรือของเลียนแบบ ซึ่งอาจทำมาจากแก้ว เขาสัตว์ กระดูก ยาง หรือพลาสติก

จะวิเคราะห์ว่าจริงหรือปลอม ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ของจริงจะมีโครงสร้างของเซลอยู่ และถ้าหยดกรด (HCI) ลงไปบนปะการังจริง จะเกิดฟองขึ้น ปะการังมีความแข็งประมาณ 3.5 - 4 มีค่าความถ่วงจำเพาะ 2.6 - 2.7 สำหรับปะการังสีขาว และชมพู และ 1.34 สำหรับปะการังสีดำ และปะการังมีค่าดัชนีหักเหอยู่ระหว่าง 1.486 - 1.658 และทึบแสง


กระ (Tortoise shell)

อันที่จริงนั้นไม่ใช่ตัวกระ ที่เราจะได้กระดองของมันมา แต่กลับเป็นกระดองชั้นนอก ของเต่าทะเล พันธุ์ Hawksbill แต่ทำไมไม่เรียกว่า Hawksbill Shell ก็ไม่ทราบเหมือนกัน กระดองของมัน มีลักษณะเป็นดวงด่างๆ สีน้ำตาลอมเหลืองคล้ายตกกระ ส่วนกระดองชั้นในนั้น จะมีสีเหลืองใส

มีค่าดัชนีหักเหเท่ากับ 1.5 ค่าความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1.3 สำหรับการทำเครื่องประดับ กระดองนี้ อาจนำมาบดให้เป็นชิ้นเล็กๆ และนำไปอบให้นิ่มที่ 100 องศาเซลเซียส นำมาหล่อ ในแม่พิมพ์ให้ มีรูปทรง ตามที่ต้องการได้

ของปลอมที่ทำเลียนแบบนั้น มักทำมาจากพลาสติก หรือเรซิน ถ้าตรวจสอบดูสี โดยส่องผ่าน กล้องจุลทรรศน์ จะบอกได้ทันที ว่าเป็นของจริง หรือเทียม ของจริงจะเห็นสี เป็นแผ่นกลมๆ แต่ของปลอม จะเห็นเป็นแถบสี แต่ถ้านำของจริงมาเผาไฟ จะได้กลิ่นคล้ายๆ เส้นผมไหม้


งา (Ivory)

เมื่อได้ยินคำว่า "งา" ก็ต้องคิดถึงงาช้างก่อนเป็นอันดับแรก ทั้งนี้ และทั้งนั้น คงเป็นเพราะเราคุ้นเคย กับเจ้าสัตว์ตัวใหญ่งวงยาว งายาว ประเภทนี้เป็นอย่างดี แต่งาที่นำมาทำเครื่องประดับนั้น ไม่ได้มาจากงาช้างเพียงอย่างเดียว อาจได้มาจากงา หรือเขี้ยวของตัววอลรัส หรือฮิบโป สิงโตทะเล หมูป่า หรืออาจได้มาจากฟันซี่หน้า ของเจ้าปลานาร์เวิล (Narwhal) หรืออาจได้มาจากซากฟอสซิล ของช้างดึกดำบรรพ์ (Mammoth) งาช้างส่วนมาก จะได้มาจากอัฟริกา บางครั้งอาจได้มาจากพม่า อินเดีย และสุมาตรา งาช้างที่ได้รับประกัน ว่ายอดเยี่ยมที่สุดนั้น ต้องได้มาจากอินเดีย ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าช้างอัฟริกัน ส่วนงาช้างดึกดำบรรพ์นั้น เคยขุดพบได้ที่ไซบีเรีย และแถบเทือกเขายูเริลส์ (Urals) ซึ่งมีความแข็งมาก และมีรอยแตก (ตามอายุ)

งาเป็นสารผสมของธาตุปูน (Dentine) และสารเคลือบฟัน (Enamel) และ สารอินทรีย์อื่นๆ ค่อนข้างอ่อน (2.0 - 3.0) มีรอยแตกเป็นสะเก็ด (Splintery Fracture) มีค่าดัชนีหักเหเท่ากับ 1.54 มีค่าความถ่วงจำเพาะ 1.7 - 2.0

งาปลอม อาจทำขึ้นมาจากพลาสติก หลายประเภท และที่ดีที่สุด ที่ใช้ทำ งาปลอม คือ เซลลูลอยด์ ซึ่งมีค่าความถ่วงจำเพาะน้อยกว่างาจริง คืออยู่ในช่วง 1.3 - 1.8 (งาจริงๆ 1.7 - 2.0) และสามารถใช้มีดลอกเปลือก ออกเป็นแผ่นได้

กระดูกก็เป็นอีกประเภทหนึ่ง ที่ใช้ทำปลอมได้อย่างดี และมีค่าความถ่วงจำเพาะ (1.9 - 2.1) สูงกว่างาจริง และเมื่อนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นรอยแตก ซึ่งมีอยู่มาก ส่วนงาจริงจะเห็นเป็นเส้นคลื่นขนานกัน (Line of Retzius)

ยังมีงาอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่งาสัตว์ แต่เป็นงาพืช (Vegetable Ivory) ที่ได้มาจากเมล็ดเปลือกแข็งของปาล์ม Corozo ซึ่งมีความถ่วงจำเพาะ ค่อนข้างต่ำ (1.4) และมีโครงสร้างเซลเป็นรูปไข่

 


Go to top

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net