Custom Search

Patchra
19-08-2017 22:59
4960
Online: 9 user(s)
แสง สี และปรากฏการณ์ในพลอยหลังเบี้ย

แสง สี และปรากฏการณ์ในพลอยหลังเบี้ย

พลอยหลังเบี้ย หรือหลังเต่า ฝรั่งเขาเรียกว่า Cabochon เป็นการเจียระไนพลอย แบบแรก ที่มนุษย์รู้จัก คงเริ่มจากการเอาหินสี หรือพลอยมาขัดเงาให้สวยงาม แล้วจึงเกลารูปร่าง ให้สวยงามขึ้น ปัจจุบันการเจียระไนแบบหลังเบี้ย นิยมใช้กับพลอย 2 ประเภท คือ พลอยที่มีรอยแตกภายในมาก เช่น ทับทิมกับมรกต และพลอยที่มีปรากฏการณ์ภายใน เช่น พลอยสาแหรก (Star) พลอยตาแมว พลอยเล่นสี และอื่นๆ

รูปแบบของการเจียระไนแบบหลังเบี้ย
รูปแบบของการเจียระไน ตลอดจนถึงวิธี ที่จะเจียระไนอัญมณี จะขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ และวัตถุประสงค์ ของการออกแบบอัญมณี รูปแบบของการเจียระไนแบบหลังเบี้ย มีหลากหลาย แต่รูปแบบโดยทั่วๆ ไปมีดังนี้ รูปแผ่นแบน (flat slab) รูปไข่ หรือรูปวงรี (oval) รูปวงกลม (circle) รูปแบบเหลี่ยม (angular) รูปหัวใจ (heart) รูปจี้ หรือ รูปหยดน้ำ (pendant) รูปไม้กางเขน (cross)


รูปแบบดังกล่าว เป็นการเรียกชื่อ เมื่อพิจารณาจากด้านบน และเมื่อพิจารณาในด้านข้าง จะมีลักษณะของรูปแบบการเจียระไนอีก 5 ลักษณะ ดังนี้คือ หลังเบี้ยสูง (high cabochon) หลังเบี้ยความสูงปานกลาง (medium cabochon) หลังเบี้ยต่ำ (low cabochon) หลังเบี้ยกลาง (hollow cabochon) หลังเบี้ยสองด้าน หรือรูปเลนส์ (double or lentil cabochon)


 


ตัวอย่างการเลือกแบบเจียระไน และวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้

อัญมณีที่จะนำไปทำเป็นเข็มกลัด และตุ้มหู แบบการเจียระไน ควรเลือกแบบที่เบา มีน้ำหนักน้อย เช่น การเจียระไนแบบหลังเบี้ยต่ำ เพราะเข็มกลัด ถ้าหนักเกินไป จะดึงผ้าให้หย่อน และอัญมณี ที่ประดับเป็นตุ้มหู ถ้ามีน้ำหนักมากเกินไป อัญมณีจะหลุดหายได้

การนำไปประดับ เป็นกำไลข้อมือ เม็ดของอัญมณีที่ใช้ ควรมีขนาดเดียวกัน การเจียระไนแบบหลังเบี้ย ความสูงปานกลาง จะเหมาะสมกับ เครื่องประดับประเภทนี้ ขนาดของอัญมณี จะขึ้นกับความกว้างของกำไล โดยทั่วๆ ไปมักจะมีขนาดเล็ก

อัญมณีที่นำไปประดับ ทำเป็นจี้ แบบการเจียระไนจะเป็น แบบหลังเบี้ยสองด้าน

อัญมณีบางชนิด เช่น อะมาซอนไนท์ หรืออะมาซอนสโตน (Amazonite or Amazonstone) และควอทซ์สีชมพู (Rose Quartz) มักนิยมเจียระไน แบบหลังเบี้ยสูง เนื่องจากเป็นอัญมณีที่เปราะ และแตกง่าย ถ้าเจียระไนเป็นหลังเบี้ยสูง จะแสดงสี และปรากฏการณ์ที่สวย และทนทานด้วย

ในทางตรงกันข้าม อัญมณีบางชนิด ที่มีสีเข้มเกินไป เช่น แอลแมนดีน (almandine) เป็นโกเมนชนิดหนึ่ง ที่มีสีแดงเข้ม ถ้าไม่เจียระไนแบบหลังเบี้ย กลวงจะเห็นสีแดงเข้มทึบ ถึงสีดำ

แร่แต่ละชนิดมีคุณสมบัติทางแสงเฉพาะตัว และแร่ที่เป็นอัญมณี มีคุณสมบัติต่อแสง อย่างพิเศษเฉพาะชนิดของอัญมณีนั้น คุณสมบัติทางแสง ที่เกิดกับอัญมณี เป็นผลมาจากคุณลักษณะที่เฉพาะของอัญมณี และหรือมลทินแร่ที่ฝังตัวอยู่ในเนื้ออัญมณี

ช่างเจียระไนอัญมณี ตลอดจนถึงผู้ที่สนใจอัญมณี ควรรู้ถึงคุณสมบัติทางแสง แบบพิเศษ ของอัญมณีแต่ละชนิด เพราะอัญมณี แต่ละชนิด ได้ซ่อนเร้นความงาม ของตัวเองไว้ การเลือกอัญมณี และการเจียระไนในทิศทางที่เหมาะสม จะทำให้อัญมณีแสดง ความสวยงาม เฉพาะตัว ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวอัญมณีออกมา


 

การเล่นสี (play of colour)

จริงๆ แล้วโอปอล ไม่มีคุณสมบัติ ด้านความคงทน ที่เหมาะสมที่จะเป็นอัญมณี กล่าวคือ มันมีความแข็ง 5.5 - 6.5 เปราะ และแตกร้าวได้ง่าย การดูแลโอปอล นอกจากจะต้องระวัง เรื่องการกระทบ กระแทกแล้ว ยังต้องต้องดูแล ไม่ให้โอปอลแห้งจนเกินไป เนื่องมาจากน้ำ ที่มีอยู่ในสูตรของโอปอล สามารถระเหยออกจากโอปอลได้ ทำให้โอปอลร้าว แต่มีเพียง โอปอลหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่มีคุณสมบัติการเล่นสี ที่สวยที่สุด ในบรรดาอัญมณี ทั้งหลาย


การเล่นสีของโอปอล มีลักษณะที่สีของโอปอล สามารถเปลี่ยนสีได้ สีต่างๆ ที่เกิดเป็นจุดเปลี่ยนไป - มา เมื่อเราขยับอัญมณี โอปอล ลักษณะเช่นนี้ เกิดเนื่องจากรูปแบบ โครงสร้างภายใน และปริมาณน้ำ ที่ไม่เท่ากัน ในแต่ละส่วนของโอปอล สามารถที่จะหักเห ความยาวของคลื่นแสง ที่เคลื่อนที่ผ่านเข้าไป และเคลื่อนที่ออกจาก เนื้อโอปอลได้ ลักษณะสีคล้ายกับสี ที่เห็นจากฟองสบู่

โอปอลขาว (White Opal) จากออสเตรเลีย มักจะเกิดเป็นสาย (vein) แต่ภาษาชาวเหมืองโอปอล เรียกว่าเป็นชั้น (seam) บริเวณด้านข้าง ของชั้นโอปอล จะเป็นบริเวณ ที่แสดงการเล่นสีที่ดีที่สุด โอปอลชนิดนี้ มักพบว่าเกิดเป็นชั้นที่หนา ในการตัดเพื่อเจียระไน สามารถตัดขวางชั้นของโอปอลได้เลย


โอปอลดำ (Black Opal) เป็นโอปอลที่มีราคาสูง กว่าโอปอลขาว โอปอลชนิดนี้ มีสีน้ำเงินเข้ม สีเทา สีเขียว และสีดำมัน มักจะเกิดเป็น ชั้นบางๆ ทำให้ไม่สามารถเลือก ด้านที่ตัด เพื่อให้ได้บริเวณที่เล่นแสง ได้ดีที่สุดได้ การใช้เทคนิค และความพิถีพิถัน ในการตัด และเจียระไนทำได้โดย การเลือกบริเวณที่ให้การเล่นสีที่สวย และมีพื้นที่กว้าง และเจียระไนได้ ตัดด้านของโอปอลด้านนั้น ให้เรียบ ขัดจนกระทั่ง การเล่นสีของโอปอลปรากฎ ต่อจากนั้นนำเศษโอปอล หรือแร่ชนิดอื่น มาปะติดทับบนหน้าเรียบนั้น (วิธีการนี้ เป็นการเพิ่มความหนา เพื่อทำให้เกิดความแข็ง) กลับด้านโอปอลนั้น ตัด และเจียระไนให้เป็นแบบหลังเบี้ยต่ำ วิธีการแบบนี้ เมื่อเจียระไนเสร็จแล้ว จะเรียกว่า ดับเบล็ท (doublet)


 

แชทโตแยนซ์ (chatoyant)

ลักษณะแชทโตแยนซ์ หรือลักษณะประกายตาแมว หรือลักษณะประกายตาเสือ เป็นลักษณะแถบสว่าง ของแสงที่ปรากฏบนผิว ของอัญมณีบางชนิด เมื่อเจียระไนแบบหลังเบี้ย แถบสว่างของแสง ที่ต่อเนื่อง เกิดขึ้นจากขอบด้านหนึ่ง ของหลังเบี้ย พาดผ่านจุดยอด ไปสู่อีกด้านหนึ่งของหลังเบี้ย ลักษณะของ การเกิดประกายเช่นนี้ เกิดเนื่องจากการสะท้อนของแสง ที่เคลื่อนที่เข้าไปในผลึกแร่ ที่มีรูปร่าง เป็นเส้นใย หรือเส้นไฟเบอร์ ได้มีการประมาณว่า เส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นไฟเบอร์นี้ มีขนาดซึ่งเปรียบเทียบได้ ดังนี้คือ ในระยะทางหนึ่งนิ้ว จะผ่านเส้นใยเหล่านี้ถึง 65,000 เส้น

อัญมณีที่ให้ลักษณะของประกายตาแมวที่แท้จริงคือ คริสโซเบริล (chrysoberyl,beal204) ซึ่งจัดว่าเป็นอัญมณีที่มีความแข็ง เป็นอันดับที่ 3 รองจากเพชร และพลอย

กล่าวคือ มันมีความแข็งเท่ากับ 8.5 สีของคริสโซเบริลมีสีเหลืองน้ำผึ้ง และสีเขียวใบตองอ่อน - สีเขียวใบตองแก่ แร่ชนิดอื่น ให้ลักษณะ แชทโตแยนซ์ได้ เช่น ทัวมาลีน และควอทซ์ เป็นต้น

 
ในเมืองไทยมีชื่อเรียกอัญมณีเหล่านี้ว่า แก้วตาเสือ หรือคตไม้สัก ลักษณะที่กล่าวมาเป็นแร่ควอทซ์ ที่เกิดเป็นเส้นใย เข้าไปแทนที่โครงสร้างของแร่เซอร์เพนทีน (serpentine) ซึ่งจะได้เส้นไฟเบอร์ เป็นสีน้ำตาลทอง และสีน้ำเงิน

การตัดเพื่อเจียระไน เพื่อทำให้เกิดลักษณะแชทโตแยนซ์ ทำได้โดยการตัดฐานของรูปหลังเบี้ย ให้ขนานกับเส้นไฟเบอร์ ถ้าหลังเบี้ยมีรูปร่างเป็นวงรี หรือรูปไข่ เส้นไฟเบอร์ ควรจะวางตัวขนานกับ ด้านยาวของเส้นผ่าศูนย์กลาง ด้านที่ยาวของรูปแบบวงรี


 

แอสเทอริซึม (Asterism) หรือสตาร์ (Star) หรือสาแหรก

ลักษณะของแอสเทอริซึม คือลักษณะประกายรูปดาว 4 แฉก หรือ 6 แฉก ที่ปรากฏอยู่บนผิว อัญมณีที่เจียระไน แบบหลังเบี้ย ลักษณะที่เป็นที่นิยมก็คือ จุดศูนย์กลางของรูปดาว ควรอยู่บริเวณจุดยอดของหลังเบี้ย (หรือจุดศูนย์กลาง ของหลังเบี้ย) ขาดาวต้องมีครบ 4 หรือ 6 ขา โดยที่มีความยาว ไล่จากจุดศูนย์กลาง ไปจนถึงขอบ ของหลังเบี้ย และถ้ารูปแบบการเจียระไน เป็นรูปแบบวงรี ควรมีขาคู่หนึ่งอยู่ในทิศทาง ตามเส้นผ่าศูนย์กลาง ด้านยาวของรูปวงรี

การเกิดคุณสมบัติ แอสเทอริซึม เกิดเนื่องจากการที่ อัญมณีมีแร่ที่มีรูปร่างเป็นเข็ม เกิดฝังตัวอยู่ในเนื้อ อัญมณีอย่างเป็นระเบียบ ถ้ามีแร่รูปเข็มฝังตัวอยู่ในอัญมณีอยู่ 2 ชุด การเจียระไนที่ถูกต้อง จะได้ลักษณะ ประกายรูปดาว 4 แฉก และถ้ามีแร่รูปเข็มอยู่ 3 ชุด จะได้ประกายดาว 6 แฉก (ถ้ามี 1 ชุด ลักษณะที่พบจะเป็นแชทโตแยนซ์ หรือตาแมว)


ในบางครั้งพบว่าขาของประกาย รูปดาวมีขนาดไม่เท่ากัน และขาไม่สมบูรณ์ครบ ลักษณะเช่นนี้ เกิดเนื่องจาก อัญมณีที่นำมาเจียระไน ซึ่งมีแร่รูปเข็มฝังตัวอยู่ มีการกระจายตัวอยู่ ไม่สม่ำเสมอ หรือเป็นเพราะวิธีการเจียระไนไม่ถูกวิธี แต่ในบางครั้ง ก็สามารถพบลักษณ ะประกายดาว 4 แฉก 2 ชุด (ลักษณะขามี 8 ขา) หรือประกายดาว 6 แฉก 2 ชุด (ลักษณะปรากฏ 12 ขา) ลักษณะดังกล่าวนี้ เกิดเนื่องจาก วัตถุดิบอัญมณี มีการเปลี่ยนรูป (deformed) โครงสร้างภายในของมัน ไปจากเดิม โดยขบวนการทางธรรมชาติ เช่น ถูกแรงบีบอัด คุณลักษณะพิเศษแบบหลังนี้ทำให้อัญมณีมีคุณค่ามากขึ้น


อัญมณีที่แสดงคุณสมบัติ ประกายรูปดาว ที่เป็นที่รู้จักกันดีคือ พลอยในตระกูลคอรันดัม เช่น ทับทิม และพลอยสีน้ำเงิน การพิจารณา ในการตัด เพื่อเจียระไนที่จะทำให้ได้รูปดาว ที่สมบูรณ์นั้น ทำได้ยาก เพราะรูปเข็ม ที่ฝังตัวอยู่ในพลอย มีขนาดเล็กมาก และวัตถุดิบพลอย มักแสดงหน้าผลึกไม่สมบูรณ์
 
วิธีการพิจารณาหาจุดศูนย์กลาง ของประกายดาว และแนวที่จะตัดวัตถุดิบพลอย มีวิธีการพิจารณา ดังนี้ นำวัตถุดิบพลอย มาศึกษาหาแกนทางแร่ ที่ยาวที่สุด ในสาขาวิชาผลึกศาสตร์ ทางแสง (optical ceystallography) เรียกแกนนี้ว่า แกน C ซึ่งจะเป็นแกนเดียวกัน กับค่าดัชนีหักเห ของพลอย ที่เรียกว่า Ne และแกนทางแสง (optic axis) ตัดหน้าเรียบ และขัดมัน โดยให้ หน้าเรียบนี้ ตั้งฉากกับแกน C หรือนำวัตถุดิบพลอย มาพิจารณาหาหน้า ที่แสดงการเปลี่ยนสี น้อยที่สุด และให้สีของพลอย เข้มที่สุด (ควรใช้กล้องจุลทรรศน์ ที่มีแผ่นโพลารอยด์ ในการพิจารณา) ตัดหน้าเรียบ ของพลอย ให้ขนานกับหน้านี้ นำหน้าเรียบของพลอย ไปส่องกับไฟ (ใช้ไฟโคม ชนิดหลอดไฟไม่เคลือบ) พลิกหน้าเรียบของพลอย ไปมาอย่างช้าๆ สังเกตจุดศูนย์กลาง ของประกาย รูปดาว และทำเครื่องหมายไว้ ทำการเจียระไนโดยใช้จุดศูนย์กลาง ของรูปกระกายดาว เป็นจุดศูนย์กลาง ของรูปหลังเบี้ย

ในบางครั้ง การพิจารณาอาจจะเห็นเพียงส่วนขา ของประกายดาว การหาจุดศูนย์กลาง ของประกายดาว ทำได้โดย การลากเส้นตรง จากประกายขา อย่างน้อย 2 ขาไปตัดกัน จุดตัดจะเป็นจุดศูนย์กลาง ของประกายดาว


 

อาเวนทูเรสเซนต์ (Aventurescence)

เป็นลักษณะของการสะท้อนแสง ของอัญมณีที่ใส ซึ่งภายในเนื้ออัญมณี ประกอบด้วยแร่มลทิน (mineral inclusions) ที่เรียงตัวเป็นระนาบ มลทินที่เรียงตัวเป็นระนาบนี้ จะสะท้อนแสง ให้ประกาย อัญมณีในตระกูลควอทซ์ และเฟลต์สปาร์ จะแสดงประกาย การสะท้อนแสงเช่นนี้ การเจียระไน เพื่อทำให้เกิด อาเวนทูเรสเซนต์ ต้องตัดให้ฐาน ของหลังเบี้ยขนานกับ ระนาบนี้ และระนาบของมลทิน ต้องอยู่ตื้น จากผิวโค้งของหลังเบี้ย อัญมณีที่แสดงคุณลักษณะเช่นนี้ มักมีราคาถูก แต่แร่เฟลต์สปาร์ จากนอรเวย์ให้ประกาย อาเวนทูเรสเซนต์สีส้ม วูบวาบ ซึ่งเป็นที่นิยม เฟลต์สปาร์ที่แสดงลักษณะเช่นนี้ มีชื่อเรียกว่า ซันสโตน (sunstone)

 
 
 

 

ชิลเลอร์ (Schiller)

ลักษณะประกาย การสะท้อนแสง คล้ายกับอาเวนทูเรสเซนต์ แต่ประกายการสะท้อนนี้ เกิดเนื่องจากตัวอัญมณี มีชุดของ แนวระนาบ แนวแตก (เป็นแนว cleavage หรือแนว parting) อะมาโซไนต์ และเฟลด์สปาร์ในชนิดอื่นๆ เป็นอัญมณี ที่แสดงคุณลักษณะเช่นนี้ รูปแบบของการเจียระไน ที่จะทำให้เกิดชิลเลอร์ ทำได้เช่นเดียวกับอัญมณี ที่ต้องการเจียระไน เพื่อทำให้เกิดอาเวนทูเรสเซนต์

 
 
 

 

อะดูลาเรสเซนต์ (Adularescence)

เป็นชื่อประกายเฉพาะ ของอะดูลาเรีย (adularia) ซึ่งเป็นแร่ในตระกูลเฟลด์สปาร์ ลักษณะอะดูลาเรสเซนต์ คือประกายออกสีน้ำเงินนวลอ่อนๆ (ประกายคล้ายมุก) หรือที่รู้จักกันดี ในชื่อของมุกดาหาร หรือมูนสโตน (moonstone) ประกายอะดูลาเรสเซนต์ สามารถเห็นได้ง่าย โดยการนำวัตถุดิบ อะดูลาเรียไปจุ่มน้ำ และนำขึ้นมาดู โดยพลิกตัวอย่างไปมาใต้แสงไฟ รูปแบบของการเจียระไน ต้องตัดฐานของหลังเบี้ย ให้ขนานกับ ด้านของแร่ที่แสดงประกายมากที่สุด


 

แลบราโดเรสเซนต์ (Labradorescence)

เป็นลักษณะประกาย การเล่นแสงของอัญมณี แลบราโดไรต์ (labradorite) เป็นแร่ชนิดหนึ่ง ของกลุ่มเฟลด์สปาร์ มีสีดำ เทา ขาวขุ่น เฉพาะแลบราโดไรต์ ที่มีประกายเล่นแสง เป็นสีเท่านั้น ที่เป็นอัญมณี การเล่นแสงส่วนใหญ่ เห็นเป็นสีน้ำเงินแถบกว้าง เคลื่อนที่ไปมาเมื่อขยับ ตัวอย่าง ประกายการเล่นแสง สีเขียว แดง ส้ม และเหลือง พบได้เช่นกัน

การตัดตัวอย่าง เพื่อเจียระไน อาศัยหลักการพิจารณาเช่นเดียว กับการพิจารณาวัตถุดิบอัญมณี ที่ต้องการลักษณะอะเวนทูเรสเซนต์ ชิลเลอร์ และอะดูลาเรสเซนต์ หน้าตัดเรียบ ของวัตถุดิบ ควรนำมาทดสอบ ใต้แสงไฟอีกครั้งหนึ่ง (ควรให้ผิวตัวอย่างเปียก) และอาจจะตบแต่งเพิ่มได้ โดยการตัดหน้าที่ทำมุม เพียงเล็กน้อย กับหน้าตัดแรก ซึ่งอาจจะทำให้ได้ลักษณะ ของการเล่นแสง ได้ดียิ่งขึ้น


 

iris01a.jpg (4803 bytes) iris01b.jpg (3400 bytes)
iris01c.jpg (4709 bytes) iris01d.jpg (3469 bytes)
ไอริดิเซนต์ (Iridescence)

เป็นลักษณะประกาย ที่เกิดขึ้นกับอัญมณี ประเภทคาลซิโดนี (chalcedony) บางประเภท ในบางครั้ง แถบชั้นวง ในก้อนคาลซิโดนี (chalcedony nodules) มักจะมีชั้นบางๆ ของสนิมเหล็กขึ้นอยู่ แสงเมื่อเคลื่อนที่ผ่านชั้นเหล่านี้ จะสะท้อนเกิดเป็นสี หลากสี คล้ายกับสี ที่เห็นจากคราบน้ำมัน ที่ลอยตัวบนผิวน้ำ

การเจียระไน ควรตัดวัตถุดิบ ให้ขนานกับชั้นสนิมเหล็กนี้ ขัดผิวหน้าให้มัน และให้ชั้นสนิมเหล็ก อยู่ตื้นมากที่สุด จะได้สีที่โชติช่วงมากที่สุด คาลซิโดนี ที่แสดงลักษณะเช่นนี้เรียกว่า อะเกตประกายไฟ (fire agate) หรือโมราประกายไฟ

 
 
 

 

agate01a.jpg (2859 bytes)
ไอรีสอะเกต (Iris Agate)

อะเกต หรือโมรา เป็นคาลซิโดนี ที่ประกอบไปด้วยแถบชั้นของควอทซ์ ที่มีผลึกขนาดเล็กมาก และแถบชั้น แต่ละชั้น มีสีแตกต่างกันออกไป สีของแต่ละชั้น เกิดเนื่องมาจาก แต่ละชั้นมีมลทินของธาตุชนิดต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน ไอรีสอะเกต ที่แท้จริงนั้น หายาก ลักษณะสีจากแผ่นบางๆ ของมันที่ตัดตั้งฉาก กับแถบสี จะแสดงสี ที่เป็นองค์ประกอบของสีรุ้ง อย่างไรก็ตามอะเกตส่วนใหญ่จะแสดงแถบสี

ก่อนที่จะนำอะเกต มาเจียระไนเป็นรูปหลังเบี้ย ควรตัดวัตถุดิบให้เป็นแผ่นบางๆ โดยพยายามตัด ให้ตั้งฉาก เป็นแถบสีให้มากที่สุด (ตัดขนาน กับเส้นผ่าศูนย์กลางของก้อนอะเกต) การทดสอบ เลือกบริเวณ ที่แสดงสีที่สวยที่สุด ทำโดยการนำแผ่นอะเกตบางๆ ที่เปียก นำไปส่องกับดวงไฟ โดยใช้ระยะห่าง ประมาณ 2 ฟุต โดยปกติส่วนที่แสดงสีสวยที่สุด มักเป็นบริเวณชั้นสุดยอดของอะเกต


ลวดลาย และรูปแบบ

อะเกต จัดเป็นอัญมณีที่ครองความเป็นหนึ่ง ในด้านลวดลาย และรูปแบบที่ผสมผสานกับ สีสันตามธรรมชาติ ชั้นที่เป็นวงครบ หรือเป็นแถบที่สมบูรณ์ ในสีต่างๆ ของแต่ละแถบ เป็นสิ่งที่ทำให้อะเกตมีราคา อะเกตบางชนิด นอกจากจะมีวงสีต่างๆ แล้ว ยังมีแร่ชนิดอื่นเกิดร่วมด้วย รูปร่างของแร่ที่เกิด เมื่อผสมกับ ตัวอะเกตเองแล้ว ทำให้ได้รูปร่าง คล้ายสวนไม้ ภูมิประเทศ และรูปสัตว์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ ต้องอาศัยช่างเจียระไนที่ช่างสังเกต และเข้าใจ ถึงการทำสิ่งที่ซ่อนเร้น โดยธรรมชาติให้ปรากฏ

 
 
 

วิธีการเลือกวัตถุดิบที่จะนำมาเจียระไนแบบหลังเบี้ย

วัตถุดิบที่จะนำมาเจียระไนเป็นอัญมณีแบบหลังเบี้ยมีมากมายหลายชนิด เช่น อัญมณีในกลุ่มควอทซ์ ซึ่งมีหลากหลายลักษณะของอะเกต แจสเพอร์ (jasper) ฟลินต์ (flint) หรือหินเหล็กไฟ และไม้กลายเป็นหิน (petrified wood) เป็นต้น

ในแต่ละชนิดของอัญมณีที่กล่าวมายังมีชนิดย่อยแยกออกไปอีกได้มากมาย ในที่นี้จะขอกล่าวคลุมถึงคุณสมบัติของวัตถุดิบที่จะนำมาเจียระไนแบบหลังเบี้ยไว้รวมกันดังต่อไปนี้ 1. วัตถุดิบควรเป็นแร่ที่มีคุณสมบัติเป็นอัญมณีในด้านความสวยงาม และคงทนให้มากที่สุด 2. วัตถุดิบต้องปราศจากรอยแตก รอยร้าว และไม่มีรูพรุน 3. วัตถุดิบควรปราศจากสายแร่ชนิดอื่นที่ติดเข้ามาในก้อนตัวอย่าง 4. วัตถุดิบไม่ควรมีมลทินของหินเกิดปะปนอยู่ในเนื้ออัญมณี 5. วัตถุดิบไม่ควรมีแร่ที่เกิดเป็นจุดกระจายตัวอยู่ทั่วไป เพราะแร่ที่เกิดเป็นจุดส่วนใหญ่มีความแข็งน้อยกว่าอัญมณี

คุณค่าของอัญมณีที่สำคัญคือ ประสบการณ์ ความรู้ และความเข้าใจในอัญมณีที่ช่างเจียระไนได้ถ่ายทอดทำให้ก้อนแร่หรือหินสีต่างๆ แสดงประกายความสวยงามที่ซ่อนเร้นของมันออกมา การเจียระไนแบบหลังเบี้ยถึงแม้จะเป็นวิธีเริ่มแรกของมนุษย์ที่ใช้ในการเจียระไนอัญมณี แต่ผลของมันทำให้อัญมณีแสดงคุณสมบัติที่เป็นอัญมณีออกมา

ผู้ที่นิยมอัญมณีควรมีความเข้าใจในการพิจารณาถึงจุดประสงค์ที่ช่างเจียระไนได้ถ่ายทอดเพื่อเสริมสร้างอัญมณีไปพร้อมๆ กันกับคุณสมบัติทางกายภาพ และคุณสมบัติทางแสงที่เป็นอัญมณี

 

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net