Custom Search

Patchra
12-12-2017 11:30
32082
Online: 2 user(s)
ซัฟไฟร์…จากฟากฟ้าสู่พื้นพิภพ

 

 

ซัฟไฟร์...จากฟากฟ้าสู่พื้นพิภพ

จากฟากฟ้าสู่พื้นพิภพ . . . ดั่งตำนานที่ได้กล่าวขานมาตั้งแต่อดีตกาล ว่าเทพเจ้าแห่งความชั่วร้าย นาม Vala ได้สูญเสียดวงตาสี Blue Lily Flower คู่สวย และเปลี่ยนเป็นพลอยไพลิน ร่วงลงสู่ทั่วถิ่นแคว้นศรีลังกา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แหล่งไพลินอันมีค่า ที่ใครต่อใครต่างปรารถนาที่จะได้มาครอบครอง ไพลิน (Blue Sapphire) ที่สวยที่สุดนั้น
ต้องมีสีสันสวยสดงดงาม เปรียบได้ดั่ง สีน้ำเงินของ Blue Lily Flower ที่โชยกลิ่นอันหอมหวล ลวงล่อมวลหมู่ผึ้งให้มาเชยชม

ซัฟไฟร์ (Sapphire) ขนาดใหญ่นั้นค่อนข้างจะหายาก "สตาร์ ออฟ อินเดีย" มีน้ำหนักมากถึง 536 กะรัต อาจถือได้ว่าเป็นสตาร์ซัฟไฟร์ที่เจียระไนแล้ว และมีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งได้เก็บรักษาไว้ที่ The American Museum of Natural History ในมลรัฐนิวยอร์ค


"โลแกน ซัฟไฟร์" มีน้ำหนัก 423 กะรัต "สตาร์ ออฟ เอเชีย" หนัก 330 กะรัต เก็บรักษาไว้ที่ The Smithsonian Institute ในวอชิงตัน ดีซี นอกจากนี้ ในสหรัฐอเมริกา ได้มีการนำเอาซัฟไฟร์ขนาดใหญ่ มาสลักเป็นปฏิมากรรมศีรษะ ของประธานาธิบดีหลายท่าน เช่น ประธานาธิบดีวอชิงตัน ลินคอล์น และไอเซนฮาวร์ โดยที่ปฏิมากรรมศรีษะ ของประธานาธิบดีแต่ละท่านนั้น ได้สลักมาจาก ซัฟไฟร์ต่างก้อน กัน แต่ละก้อนมีน้ำหนักประมาณ 2,000 กะรัต แต่ว่าซัฟไฟร์ที่เป็นผลึกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดก็คือ สตาร์ซัฟไฟร์ ที่พบในประเทศพม่า ปี 1966 ซึ่งมีน้ำหนักถึง 63,000 กะรัต หรือเท่ากับ 12.6 กิโลกรัม
 
 
 

ซัฟไฟร์ก็เช่นเดียวกันกับทับทิม (Ruby) ที่เป็นพลอยจำพวกคอรันดัม (Corundum) มีสูตรเคมีเป็นอะลูมีเนียมอ็อกไซด์ (Al2O3) อันที่จริงแล้ว ในทางวิชาการด้านอัญมณีศาสตร์ เราไม่สามารถขีดเส้นแบ่งเขตได้แน่นอน และตัดสินว่านี่เป็นทับทิม และนี่คือซัฟไฟร์ ถ้า Corundum มีสีแดง จะเรียกทับทิม ส่วนคอรันดัมที่มีสีแดงอ่อน ชมพู หรือม่วง โดยทั่วไปจะเรียก "ซัฟไฟร์"
 

ซัฟไฟร์ แบ่งโดยคร่าวๆ ได้เป็นสองประเภทคือ ไพลิน (Blue Sapphire) กับแฟนซีซัฟไฟร์ (Fancy Sapphire) คือซัฟไฟร์ที่มีสีอื่นๆ นอกเหนือไปจากสีน้ำเงิน อาจมีสีเหลือง เรียกว่าบุษราคัม (Yellow Sapphire) ซึ่งถ้าสีเหลือง เป็นเหลืองเข้ม ก็เรียกว่า โกลเด้นซัฟไฟร์ (Golden Sapphire) มีสีเขียว เรียก เขียวส่อง (Green Sapphire) สีส้มเข้ม หรือแดงส้ม เรียก พัดพาราชา (Padparadscha) สีม่วง เรียก พลัมซัฟไฟร์ (Plum Sapphire) และรวมทั้งซัฟไฟร์ต่างๆ เหล่านี้ พิ้งค์ หรือ โรส ซัฟไฟร์, อเลกซานไดร้ท์ไล้ค์ ซัฟไฟร์, พีช ซัฟไฟร์, ไล้ท์ กรีนนิช - บลู ซัฟไฟร์, รูบี้ ซัฟไฟร์ (ไม่ใช่ทับทิม), วาทเทิล ซัฟไฟร์, และ คัลเลอร์เลส ซัฟไฟร์ , หรือ ไวท์ ซัฟไฟร์ เป็นซัฟไฟร์ที่ไม่มีสี หรือมีสีขาว บางเม็ดขาวสะอาด งดงามยิ่งกว่าเพชรเสียอีก

สำหรับพาสเทล ซัฟไฟร์ (Pastel Sapphire) (อาจไม่ค่อยคุ้นหูนัก) เป็นคอรันดัมจากอัฟริกา มีสีมากมาย แต่ยังไม่มีใครศึกษารายละเอียดเพื่อที่จะแยกออกเป็นประเภทต่างๆ

ส่วน พาดิคัลเลอร์ ซัฟไฟร์ (Particoloured Sapphire) หมายถึง ซัฟไฟร์ที่มีหลายสี อยู่ในเม็ด พลอยแต่ละเม็ด


หลายท่านคงสงสัยว่า ทำไมไพลินจึงมีสีน้ำเงิน และโชคดีที่ได้มีผู้ทำการค้นคว้าทดลองจนสำเร็จ

August Verneuil พบว่า เจ้าสีน้ำเงินที่ว่านี้ คือ ธาตุไททาเนียม และธาตุเหล็ก (Fe) ที่มีอยู่รวมกัน ในไพลินนั่นเอง โดยที่ทั้งไททาเนียม (Ti) และธาตุเหล็ก จะเข้าไปแทนที่ อะลูมิเนียม (Al) ในโครงสร้างผลึก ของคอรันดัม (Al2O3) ถ้าคอรันดัม มีไททาเนียมประมาณหนึ่งในร้อยของ 1% ก็จะไม่ทำให้เกิดสี แต่ถ้ามีธาตุเหล็ก ในปริมาณเล็กน้อย เท่าที่กล่าวถึงนี้ จะปรากฏเป็นสีเหลือง และเขียว ถ้ามีวานาเดียม (Vanadium) จะปรากฏเป็นสีม่วง มีโคบอลท์ (Cobalt) จะปรากฏเป็นสีเขียว มีโครเมี่ยม (Chrome) จะปรากฏเป็นสีชมพู (ทับทิม)

 
 
 
 
 

ธาตุผ่าน (Transition Elements) ที่ทำให้เกิดสีน้ำเงิน ที่มีอยู่ในซัฟไฟร์นั้น อาจปรากฏไม่มีสี หรือมีสีแต่อ่อนมาก ก็เป็นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ สภาพทางเคมี ของธาตุเหล็ก และไททาเนียม ถ้าใช้ความร้อน เข้าช่วยเพื่อปรับปรุงคุณภาพสีแล้ว จะทำให้ทั้งธาตุเหล็ก และไททาเนียม เปลี่ยนไปอยู่ในภาวะที่เหมาะสมกว่า และจะปรากฏเป็นสีน้ำเงินได้ เช่น พลอยดิบ Geuda จากซีลอน

สีน้ำเงินของไพลิน มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละบุคคลว่าสีใดจะสวยกว่า รอยัลบลู มีสี (Hue) น้ำเงินเข้ม และเจือม่วงอ่อนๆ แต่ไม่เข้ม เหมือนสีน้ำหมึก หรืออิ้งกี้บลู (Inky Blue) มีวาบสีสดมาก และส่วนของเม็ดพลอย ที่มีสีมืด จะปรากฏเป็นสีดำมากกว่า สีน้ำเงินเข้ม อาทิเช่น ความสด แบบซัฟไฟร์พม่า ซึ่งอาจได้มาจากพม่าเอง หรือจากแหล่งอื่นๆ เช่น ซีลอน เขมร


สีคอร์นฟลาวเวอร์ บลู (Cornflower Blue) เป็นสีน้ำเงินเสมอ แต่จะสดน้อยกว่ารอยัลบลู (Royal Blue) วาบแสง (Brilliancy) ตรงที่เป็นประกาย มักไม่สดเท่ารอยัลบลูเช่นกัน แต่ความสว่างของพลอยทั้งเม็ด จะมากกว่ารอยัลบลู และจะเห็นแถบสี (Colour Zoning หรือ Colour Banding) ชัดเจน สีน้ำเงินแบบคลาสสิคบลู แบบซีลอน ไม่ว่าจะมาจากแหล่งใด ซีลอน พม่า หรือเขมรก็ตามถือเป็น คอร์นฟลาวเวอร์บลู เช่นกัน

มิลกี้บลู (Milky Blue) มีสีน้ำเงินเสมอ แต่มีความขุ่นปนอยู่ เนื่องจากตำหนิแบบฝุ่น (Minute exsolved particles) หรือเส้นไหม (Silks) มักมีแถบสีโดยเฉพาะ ไพลินจากกาญจนบุรี ตรงที่เป็นตำหนิแบบฝุ่นจะเห็นสีด้วย ส่วนตรงที่ไม่มีฝุ่นจะไม่มีสี และส่วนของเม็ดพลอยที่มีสีมืดกว่า จะมีลักษณะพร่าเนื่องจากตำหนิแบบฝุ่น ที่คอยรบกวนแสง

 
 
 
 

มิลกี้บลู เป็นลักษณะของซัฟไฟร์จากกาญจนบุรี แต่พลอยจากแคชเมียร์ ซีลอน และพม่าที่มีตำหนิเส้นไหม ก็อาจจะอยู่ในประเภทนี้ เช่นกัน

อิงกี้บลู (Inky Blue) มีสีน้ำเงินเสมอ และมักมีความสว่างน้อย ทำให้พลอยดูมืด ทั้งเม็ด เชื่อว่าคงเป็นส่วนผสมของมลทินธาตุเหล็ก เมื่อมองจากหน้าพลอยดูมัก เห็นเป็นสีน้ำเงินอมเขียว ตัวอย่างของพลอยสีอิงกี้บลู คือ สีคลาสสิคบลู แบบออสเตรเลีย ซึ่งอาจได้มาจาก ออสเตรเลีย หรือจากที่อื่น เช่น ไทย เขมร และไนจีเรีย


ประเภทของไพลินนั้น ส่วนใหญ่ได้ชื่อมาจากแหล่งที่ขุดพบ เช่น ซัฟไฟร์แคชเมียร์ ซัฟไฟร์พม่า และอื่นๆ

ซัฟไฟร์แคชเมียร์ (Kashmir Sapphire) มีสีน้ำเงินอมม่วงคล้ายสีคอร์นฟลาวเวอร์บลู เป็นซัฟไฟร์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ราคาจึงค่อนข้างแพง และถึงแม้ว่า จะไม่มีการขุดซัฟไฟร์แคชเมียร์ อีกแล้วก็ตาม แต่โอกาสที่จะพบซัฟไฟร์ที่มีคุณสมบัติคล้ายคลึง กับซัฟไฟร์แคชเมียร์ ก็ยังคงเป็นไปได้ ส่วนใหญ่ จะขุดพบจากหลายแห่ง ในแถบทวีปเอเชียทั้งสิ้น เช่น พม่า ศรีลังกา และไทย แต่ส่วนมากจะได้มาจากพม่า


ซัฟไฟร์พม่า (Burma Sapphire) หรืออาจเรียกซัฟไฟร์โอเรียนทอล (Oriental Sapphire) จะมีสีน้ำเงินสด (Rich Blue) หรือสีน้ำเงินอมม่วง ในสหรัฐอเมริกา ได้ยกย่องซัฟไฟร์พม่า ว่าเป็นซัฟไฟร์ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม แต่ถ้าจะเปรียบเทียบซัฟไฟร์พม่า กับซัฟไฟร์แคชเมียร์ดูแล้ว จะพบว่าซัฟไฟร์พม่า สีค่อนข้างเข้ม แต่ถ้าใช้ไฟส่อง จะเห็นสีอ่อนลง ส่วนซัฟไฟร์แคชเมียร์ไม่เป็นเช่นนั้น

ซัฟไฟร์สยาม (Siam Sapphire หรือ Siamese Sapphire) มีสีน้ำเงินแก่จัด หรือค่อนข้างเข้ม หรือมีสีน้ำเงินอมเขียว หรืออมดำ เมื่อเทียบกับซัฟไฟร์พม่า พ่อค้าชาวอเมริกัน จึงมักนิยมเรียกพลอยน้ำเงินเข้ม ในวงการค้าพลอยของชาวอเมริกัน ได้จัดอันดับให้ซัฟไฟร์สยาม และรองจากซัฟไฟร์แคชเมียร์ และพม่า ตามลำดับ แต่ในระบบการวิเคราะห์พลอยของอังกฤษ ได้จัดอันดับให้ซัฟไฟร์สยาม เป็นที่สองรองจาก ซัฟไฟร์แคชเมียร์ ทั้งนี้เพราะมีสีเข้มจัด


ในระบบการวิเคราะห์พลอยของอเมริกันนั้น ไม่ได้รวมเอาซัฟไฟร์สยามคุณภาพดีเข้าไปด้วย แต่ได้วิเคราะห์เฉพาะพลอยคุณภาพต่ำเท่านั้น จึงทำให้ซัฟไฟร์สยามตกอันดับลงไป
 
 
 
 
 

ซัฟไฟร์ซีลอน (Ceylon Sapphire หรือ Sri Lankan Sapphire) มีโทนสี หลายโทน ตั้งแต่สีน้ำเงินอ่อน อมม่วง และเล่นแสง จนกระทั่งมีสีน้ำเงินอ่อน อมเทาอ่อน บางเม็ดจะมีเส้นไหม อยู่เป็นจำนวนมาก ทำให้ความสุกสว่าง ของพลอยลดลงไปมาก และบ่อยครั้งทำให้พลอยมีสีอมเทา มากขึ้นอีกด้วย และโดยธรรมชาติ ของไพลินแล้ว สีมักไม่ค่อยสม่ำเสมอ จึงทำให้ความสวยงาม ของเม็ดพลอยดูด้อยลงไปอีก เม็ดที่สวย อาจดูคล้ายซัฟไฟร์พม่า แต่ไฟจะดีกว่า

มอนทาน่าซัฟไฟร์ (Montana Sapphire) มีสีน้ำเงินเข้มบริสุทธิ์ ส่วนใหญ่แล้ว ได้มาจากเหมือง ในเมืองโยโกกัลย์ (Yogo Gulch) และความวาวที่ผิวพลอย มีลักษณะคล้ายผิวโลหะ (Metallic Luster) จนบางครั้งอาจเรียกว่ามีสี สตีลบลู (Steel Blue) หรือ อีเล็กทริคบลู (Electric Blue) สีจะสวยงามมาก ถ้าส่องดูด้วยไฟ


ซัฟไฟร์ออสเตรเลีย (Australian Sapphire) ปกติจะมีสีเข้ม และมีสีน้ำเงินอมเขียวหรืออมม่วง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นลักษณะเฉพาะ เพราะอาจพบลักษณะเดียวกันนี้

พลอยหลายชนิด มีลักษณะคล้ายซัฟไฟร์มาก และอาจทำให้สับสน กับซัฟไฟร์ได้ อาทิเช่น สปิเนล แทนซาไนท์ โทปาซ ไอโอไลท์ ไคยาไนท์ ทัวมาลีน เซอร์คอน และบลูกลาส (Blue glass) ในอดีต การตั้งชื่อซัฟไฟร์ ตามสี อาจทำให้สับสน กับพลอยชนิดอื่น เช่น ซัฟไฟร์สีเหลือง เรียก โอเรียนทอล, โทปาซสีเขียว เรียก โอเรียนทอล, เอมเมอรัลสีม่วง เรียก โอเรียนทอล แอมเมทิสท์

นอกจากนี้ ยังมีซัฟไฟร์สังเคราะห์อีกมาก ที่ผลิตขึ้นให้มีคุณสมบัติ เหมือนซัฟไฟร์ ธรรมชาติมาก

Go to top

Copyright © 2007-2017 www.patchra.net